วัตถุดิบธรรมชาตินำเข้าจากต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น สวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส
ดูแลทั้ง สิว ฝ้า กระ เหี่ยวย่น น้ำหนัก
และสุขภาพองค์รวม รวมถึง
ผิวกายคล้ำ
(อยากดูขาว อยากหุ่นดี แบบปลอดภัย)
  

 

  
  

 

 

 

“อยากหน้าสวยเหมือนดารา ใช้เพอร์เฟ็กต้าสิค่ะ”

088-6262-464 , 088-6262-414

เวลาทำการ 09.00-18.00 น.

 
  
 

"โปรโมชั่น ครีมรักษาฝ้า"

 

สูตรเด็ดเคล็ดหน้าสวย


สูตร วิธีรักษาสิวเสี้ยนด้วยตัวเองแบบธรรมชาติ ด้วย ดินสอพองผสมน้ำมะนาว หรือน้ำมะขามเปียก


สูตรนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวมัน รูขุมขนกว้าง และมีสิวเสี้ยน

ส่วนผสม
- ดินสอพองสะตุ 3 - 4 เม็ดใหญ่
- น้ำมะนาว 2 ช้อนชา

วิธีทำ
- นำดินสอพองสะตุมาบดละเอียดด้วยภาชนะที่สะอาด ผสมน้ำมะนาวลงไป คนให้เข้ากัน (มันจะกลายเป็นครีมข้นๆ)
- ดินสอพองจะพองตัวขึ้นและมีฟองอากาศ นั่นเพราะดินสอพองกำลังทำปฏิกิริยากับกรดในน้ำมะนาวนั่นเอง - จากนั้นทาครีมดินสอพองจนทั่วใบหน้ายกเว้นรอบดวงตา หรือจะแต้มเฉพาะตรงที่หัวสิวก็ได้ค่ะ ทิ้งไว้ 15 - 20 นาทีหรือจะทาก่อนนอนทิ้งไว้จนเช้าก็ได้

วิธีล้าง
- ให้ล้างด้วยน้ำอุ่น แล้วใช้ผ้าเช็ดเบา ๆ บริเวณที่มีสิวเสี้ยน
- จากนั้นล้างอีกครั้งด้วยน้ำเย็นเพื่อกระชับรูขุมขน
- ทำเป็นประจำสัปดาห์ละ 1 - 2 ครั้ง
- ผิวหน้าจะเนียนนุ่มขึ้น รูขุมขนกระชับ และความมันลดลง สูตรนี้สามารถเปลี่ยนจากน้ำมะนาวมาเป็นน้ำมะขามเปียกก็ได้ค่ะ สิวแห้ง ยุบลง


วิธีการรักษาสิวอุดตันเบื้องต้นด้วยตัวเอง
1. เริ่มต้นจากการรักษาความสะอาดของใบหน้า หลังจากที่ต้องออกไปผจญกับมลภาวะภายนอก มาทั้งวัน เมื่อกลับมาถึงบ้านก็ควรที่จะทำความสะอาดใบหน้า ไม่ให้มีคราบสกปรกหลงเหลือตกค้างอยู่ รวมไปถึงการทำความสะอาดใบหน้าหลังจากที่ใช้เครื่องสำอางแต่งหน้า มีข้อที่ควรระวังอีกประการคือ หากเริ่มมีสิวอุดตันบนใบหน้า ควรงดการแต่งหน้าด้วยเครื่องสำอาง เพราะจะยิ่งทำให้เกิดการอุดตันของสิวมากยิ่งขึ้น

2. การใช้ยารักษาสิวชนิดทา โดยการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยรักษาสิว ที่มีส่วนประกอบของกลุ่ม เบนซอยล์เพอร์ออกไซต์ (BP) หากเพิ่งเริ่มใช้ควรที่จะเริ่มจากผลิตภัณฑ์ที่มีค่าเปอร์เซ็นต์น้อยๆ, กรดไซลิไซลิก (BHA) และกลุ่มคลินดามันซิน ซึ่งส่วนใหญ่มักจะอยู่ในรูปแบบของโลชั่น ครีมแต้ม เป็นต้น

 

วิธีดูแลผิวหน้า ให้ขาวใสเสมอ ในแต่ละวัน
1. เช็ดล้างเครื่องสำอางออกจากผิวหน้า
  
    สำหรับสาว ๆ หลายคนอาจจะเข้าใจผิดเรื่องการทำความสะอาดผิวหน้า ด้วยการล้างน้ำสะอาดเพียงอย่างเดียว แต่ที่ความเป็นจริงแล้วเป็นสิ่งที่ผิดมาก เพราะว่าการทำแบบนี้จะทำให้เราล้างเครื่องสำอางออกไม่หมด และจะเป็นสิวอุดตันได้ ทางที่ดี ควรที่จะใช้ cleansing หรือ Remover เช็ดเครื่องสำอางออกก่อนการล้างหน้าด้วยโฟมล้างหน้า

2. ทำความสะอาดผิวด้วยโทนเนอร์
      หลังจากที่เราได้ล้างหน้าเสร็จเรียบร้อยแล้วคุณก็ควรที่จะใช้สำลีชุบโทนเนอร์เช็ดผิวให้ทั่วทั้งใบหน้า วิธีการเช็ดหน้าที่ถูกต้องคือ การเช็ดขึ้นจากด้านล่างสู่ด้านบนเพื่อเป็นช่วยความชุ่มชื้นเข้าสู่รูขุมขนและช่วยทำความสะอารูขุมขนได้ อย่างมีประสิทธิภาพ

3.ทาครีมบำรุงผิวหน้ากลางวันหรือคืน
     
 หลังจากที่เช็ดผิวหน้าด้วยโทนเนอร์เสร็จเรียบร้อยแล้ว คุณควรนวดหน้าด้วยนิวมือของคุณวึ่งการหวดหน้าจะช่วยกระตุ้นการดูดซึมเนื้อครีมเข้าสู่ผิวหน้าได้ดีขึ้น

4. การใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 230 PA+++ ขึ้นไป

      
ในตอนเช้าถ้าทาครีมบำรุงเสร็จแล้ว ก็ควรที่จะทาครีมกันแดดตามด้วย เพราะว่าครีมกันแดด จะกันแดดได้ดี และป้องกันการเกิด ฝ้า กระ และรอยเหี่ยวย่นจากแสงแดดได้ 5. นอนหลับให้เพียงพอ ถ้าเรานอนหลับให้เพียงพอ จะทำให้หน้าตาเราสดใส ขอบตาไม่เป็นหมีแพนด้าอย่างแน่นอน

 

 

ทริคดี ทริคเด็ด เผยผิวสวย
1. ดื่มน้ำอุ่นผสมน้ำมะนาวทุกเช้า โดยการผสมน้ำค่อนข้างอุ่น 350 มิลลิลิตร กับน้ำมะนาวครึ่งผล เพราะน้ำมะนาว จะช่วยชะล้าง และทำความสะอาดระบบต่างๆ ของร่างกาย ทำให้ร่างกายสดชื่น และทำงานได้อย่างไม่ง่วงเหงา หาวนอน ตลอดทั้งวัน
2. ควบคุมการรับประทานให้สมดุล เพราะภาวะโภชนาการที่ดีคือต้องมีความพอดี ระหว่างคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และน้ำหนักของ ร่างกาย (โปรตีน 2-3 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม) ดื่มน้ำสะอาดให้ได้วันละ 2 ลิตรและออก กำลังกาย สัปดาห์ละ 4-5 ชั่วโมง ถ้าทำได้เช่นนี้ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะป่วยง่ายอีกต่อไป
3. อย่าติดกาแฟ การบริโภคกาแฟมากๆ จะทำให้ร่ายกายขาดน้ำและหงุดหงิด วิธีแก้สำหรับคอกาแฟคือเมื่อใด ที่คิดจะดื่มกาแฟ ก็ให้ดื่มน้ำเปล่าลงไปก่อน 1 แก้วใหญ่ๆ จะทำให้ดื่มกาแฟได้น้อยลง วิธีนี้นอกจากช่วย ให้หาย หงุดหงิดระหว่างทำงานแล้ว น้ำหนักตัวก็จะลดลงได้ด้วย
4. คุณค่าอาหารเช้า เลือกอาหารเช้าที่มีคุณค่า งดของทอด ของมัน และของรสจัด ลองเปลี่ยนมาม่าเป็นโยเกิร์ต กับ ผลไม้ หรือมูสลี่สักชาม ปิดท้ายด้วยน้ำผลไม้แก้วใหญ่ แต่ถ้ากลัวหวานจัดก็ให้ผสมน้ำลงไปในน้ำผลไม้ ครึ่ง หนึ่งเพื่อลดปริมาณน้ำตาล เท่านี้ก็จะมีพลังทำงานไปตลอดเช้าแล้วล่ะค่ะ
5. บริโภคไขมันบ้าง ชีสคอตเตจไขมันต่ำทุกๆ 100 กรัม จะมีปริมาณไขมันเพียง 2.4 กรัมเท่านั้น ซึ่งสามารถ นำ มาใช้ทาขนมปังแทนเนยหรือมาร์การีนได้เป็นอย่างดี นอกจากอร่อยแล้ว ยังทำให้ได้ไขมันในปริมาณ ที่เหมาะสม ด้วย
6. มื้อกลางวันอาหารแป้ง ร่างกายต้องการแป้งในปริมาณพอเหมาะ เพื่อให้มีเรี่ยวแรงทำงานได้ตลอดบ่าย ในเมนู มื้อ กลางวัน ลองเลือกรับประมานอาหารแป้งที่มีเส้นไยไฟเบอร์อย่างขนมปังโฮลวีตและข้าวโอ๊ต ดูบ้าง นอก จาก จะช่วยให้อิ่มทนแล้ว ยังลดคอเลสเตอรอลได้อีกด้วย
  

 

 

 

วิธีเร่งให้ สิวยุบ ได้เร็วขึ้น
สิว เป็นใครก็ไม่อยากให้ สิว เกิดขึ้นกับใบหน้าเป็นโดยเฉพาะผู้หญิงเราที่รักสวยรักงาม และทำอย่างไรจึงทำให้ สิวยุบ ได้เร็ว วันนี้เรามีเคล็ดลับมาบอก สิว เกิดจากต่อมไขมันผลิตไขมันมาก และมีการอุดกลั้นทางเดินของไขมัน ทำให้สิวซึ่งอาจจะเป็น สิวหัวขาว หรือสิวหัวดำก็ได้ หากมีการติดเชื้อแบคทีเรียจะทำให้เกิดการอักเสบของสิว เช่นเป็นหนอง โดยส่วนใหญ่แล้วสิวจะขึ้นตามหน้า, หลัง หรือ หน้าอก สิวเกิดขึ้นเพราะผิวหนังมีการอุดตันอยู่ใต้รูขุมขน ซึ่งสิวนั้นเป็นปัญหาใหญ่สำหรับผู้หญิง สาเหตุของสิว มีหลายสาเหตุ เป็นที่ถกเถียงกันว่า สิว เกิดจากอะไร สาเหตุหลัก ๆ แบ่งได้ 2 ปัจจัยดังนี้
1. ปัจจัยภายใน คือ ปัจจัยที่เกิดจากร่างกายเราเอง เช่น ฮอร์โมน, กรรมพันธุ์, โรคเรื้อรัง และ ผิวพรรณ ซึ่งเป็นสิ่งที่ติดตัวเราตั้งแต่กำเนิด
2. ปัจจัยภายนอก คือ ปัจจัยที่เกิดขึ้นจากนอกร่างกายของเรา เช่น ยา, เครื่องสำอาง, สภาพแวดล้อม, สังคม, แสงแดดและอุณหภูมิ ความสะอาด และ อาหาร ซึ่งเราสามารถป้องกันได้
ปัญหาเรื่องสิวใครว่าเป็นเรื่องเล็ก ตอนนี้ยังไม่มีวิธีไหนที่จะทำให้สิวอักเสบเม็ดใหญ่ของคุณหายวับลงไปในพริบตา แต่เทคนิคต่อไปนี้เป็น เทคนิคที่แพทย์ผิวหนังยอมรับว่าจะช่วยทำให้ สิวยุบ ลงได้ในตอนเช้า ขั้นแรกก็วางก้านสำลีไว้ในน้ำอุ่น จากนั้นก็นำมาลูบลงบนหัวสิวเบาๆเป็นเวลา 3 วินาที ความร้อนจะช่วยให้สิวเปิดหัวออก แล้วดึงสิ่งสกปรกข้างในให้ลอยขึ้นมาอยู่บนพื้นผิว ฉะนั้น เวลาที่คุณใช้ยาแต้มสิวหลังจากนั้น ก็จะช่วยให้ยาแต้มสิวทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น จากนั้นก็ถึงขั้นตอนการแต้มสิว ซึ่งจะช่วยให้สิวแห้งและยุบตัวลงในระหว่างที่คุณนอน พอตื่นขึ้นมาในตอนเช้า ก็จัดการกับสิวต่อด้วยคอนซีลเลอร์ที่มีส่วนผสมของกรดซาลิไซลิค แล้วตามด้วยแป้งฝุ่นเพื่อลดความมันวาว แค่นี้สาวๆ ก็มั่นใจมากขึ้นแล้ว 

 

 

 


เคล็ดลับขจัด สิวเสี้ยน ภายใน 3 นาที
1. เปิดรูขุมขนด้วยความร้อน โดยการใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นประคบเบาๆ ตามจุดต่างๆ บนใบหน้า โดยเน้นบริเวณที่มีสิวเสี้ยนอุดตันอยู่
2. นวดคลีนซิ่งออยล์เบาๆ เป็นวงกลมตามเข็มนาฬิกา เพิ่มการสครับบริเวณที่มีสิวเสี้ยนอุดตันอยู่มาก เพื่อให้สิวเสี้ยนหลุดออก แล้วล้างหน้าให้สะอาด
3. ล้างหน้าเสร็จแล้ว ให้ใช้คอตตอนบัดจุ่มรีมูฟเวอร์ ถูเบาๆ บริเวณที่มีสิวเสี้ยนฝังแน่นอยู่มาก อย่างเช่น บริเวณข้างจมูกที่มักมีสิวเสี้ยนฝังแน่นและกำจัดออกได้ยาก
4. แปะแผ่นลอก สิวเสี้ยน ทิ้งไว้ตามระยะเวลาแนะนำข้างกล่องยี่ห้อนั้นๆ ระหว่างที่รอเวลา คุณอาจทาครีมหรือโลชั่นบำรุงผิวหน้าในบริเวณอื่นๆ ก่อนที่ผิวหน้าของคุณจะแห้งสนิท
5. หลังจากลอกแผ่นลอกสิวเสี้ยนออกแล้ว ให้ฉีดสเปรย์น้ำแร่เย็นๆ (ถ้าไม่มีก็ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นแทน) บริเวณจมูก เพื่อเป็นการปิดรูขุมขน
   

 

 



6 ขั้นตอน จากซอมบี้สู่พริตตี้
1. คลีนเซอร์ ใช้คลีนเซอร์ล้างเครื่องสำอางทุกครั้ง เพื่อป้องกันการอุดตันของสิ่งสกปรก
2. น้ำผึ้ง ใช้น้ำผึ้งช่วยฟื้นฟูสภาพผิว และผลัดเซลล์ผิว เนื่องจากน้ำผึ้งจะช่วยลดการอักเสบของสิว และช่วยทำให้แผลสิวหายเร็วขึ้น
3. โฟมล้างหน้า ควรเลือกที่มีค่า pH บาลานซ์ เนื่องจากผิวยิ่งโทรมมากเท่าไร ก็ยิ่งต้องการความอ่อนโยนมากเท่านั้น โดยค่า pH 5.5 เป็นค่าที่เหมาะกับผิวที่อ่อนโยนมากที่สุดค่ะ
4. หยุดแคะ แกะเกา โดยเฉพาะผิวหน้าที่มีสิว เพราะอาจจะมีแผลเป็นจากการแคะ แกะ เกาได้
5. ครีมบำรุง แนะนำให้ทาครีมบำรุงผิวหน้า ตอนที่ยังเปียกชื้นอยู่ เพราะผิวที่เปียกชื้นจะดูดซัมสารบำรุงได้ดีที่สุด
6. ใส่ใจฉลากให้มากขึ้น ลดการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารทำให้ระคายเคือง เช่น สารกันเสีย พาราเบน เป็นต้น
  



เคล็ดลับการมีผิวขาว ใส ไร้ริ้วรอย
เคล็ดลับง่าย ๆ ของการมีผิวสวยใส ไร้ริ้วรอย คือ การรู้จักเลือกใช้ครีมบำรุงผิว ครีมบำรุงผิวโดยทั่วไปที่ผู้หญิง ส่วนใหญ่ใช้จะมีองค์ประกอบหลัก คือ น้ำ น้ำมัน และสารอีมัลชั่น ซึ่งจะช่วยให้น้ำและน้ำมันเข้ากันเป็นเนื้อครีมอย่างที่เห็นโดยทั่วไป ครีมบำรุงผิวที่ดี เมื่อทาบนผิวหนังแล้วเนื้อครีมควรจะเข้ากับผิวหนังได้ดี ไม่ทำให้รู้สึกเหนียวเหนอะหนะและเนื้อครีมควรกระจายได้ง่ายบนผิวหนัง ที่สำคัญต้องช่วยปกป้องผิวหนังได้นานหลายชั่วโมงในแต่ละวัน องค์ประกอบของน้ำมันต้องซึมซาบได้ดี สามารถซึมลึกสู่ผิวหนังกำพร้าชั้นลึกลงไปได้ ปัจจุบันจึงมีการเลือกสรรชนิดของน้ำมันที่จะให้ประโยชน์ต่อผิวหนังมากกว่าการเป็นเพียงน้ำมันที่เป็นสารหล่อลื่นผิวหนังธรรมดา เช่น น้ำมันโจโจ้บาน้ำมันจากดอกทานตะวัน น้ำมันจากผลแตงกวา และอื่น ๆ น้ำมันที่สกัดจากสมุนไพรธรรมชาติเหล่านี้ อุดมด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อเซลล์ผิวหนัง นอกจากนี้ครีมบำรุงผิวที่ดีควรจะมีอาหารเสริมให้แก่ผิวหนังอีกด้วย วิตามินชนิดต่าง ๆ รวมถึงสมุนไพรที่ได้รับการวิจัย ค้นพบและรับรองว่าปลอดภัย เช่น วิตามินเอ, วิตามินอี, วิตามินซี, โคเอ็นไซม์ Q10 เป็นต้น    

 

 

แนวทางการรักษา ฝ้า
หลักการรักษาฝ้าก็คือ พยายามหาสาเหตุ และแก้ไขหรือหลีกเลี่ยง เช่น ถ้าฝ้าเกิดจากการรับประทานยาคุมกำเนิด ก็อาจปรึกษาแพทย์เปลี่ยนไปคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่น ใช้ยากันแดดที่มีประสิทธิภาพดี และหลีกเลี่ยงแสงแดดเท่าที่สามารถจะทำได้ ส่วนการทำให้ผื่นฝ้าจางลงนั้น วิธีที่ดีที่สุด คือการใช้ยาทา ซึ่งยาทารักษาฝ้ามีหลายชนิดเช่นยาในกลุ่มสารไฮโดรควิโนน กรดวิตามินเอ ยาทาประเภทคอร์ติโคสเตอรอยด์ กรดอะเซลาอิค เป็นต้น ยาทาเหล่านี้มีทั้งผลดีและฤทธิ์ข้างเคียง การใช้ยาโดยเลือกให้เกิดผลดี และไม่เกิดผลข้างเคียง หรือเกิดน้อยที่สุดนั้น ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์ผิวหนัง ไม่ควรไปซื้อยาทาเองไปเรื่อย ๆ ซึ่งในท้ายสุดมักจะเกิดฤทธิ์ข้างเคียงจากยาทา ซึ่งอาจทำให้ใบหน้าดูแย่กว่าเกิดด้วยซ้ำไป สำหรับการรักษาอื่น ๆ เช่น การลอกหน้าด้วยสารเคมีอาจทำให้ฝ้าจางลงได้ แต่การทำต้องอาศัยความชำนาญและระวังอย่างมาก แนะนำว่าควรทำโดยแพทย์ผิวหนังการรักษาด้วยแสงเลเซอร์ และวิธีไอออนโตฟอเรซิสผลการรักษายังไม่แน่นอน ยังต้องอาศัยการศึกษาติดตามผล
คำถามที่สำคัญมากก็คือ ฝ้าเมื่อรักษาแล้วจะหายขาดหรือไม่ คำตอบคือขึ้นกับสาเหตุและชนิดของฝ้า เช่น ฝ้าที่เกิดจากการรับประทานยาคุมกำเนิด หรือเกิดระหว่างตั้งครรภ์ ถ้าหยุดยาหรือหลังคลอด ฝ้าจะค่อย ๆ จางหายไป แต่ผู้ป่วยบางรายอาจหายไม่หมด เนื่องจากอาจยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดฝ้าอีก เช่นแสงแดด เป็นต้น ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ถ้าแก้ไขไม่ได้ ฝ้าก็จะเป็นอยู่นาน นอกจากนี้ฝ้าชนิดที่เป็นตื้น ๆ ก็จะหายเร็วและตอบสนองต่อการรักษาดีกว่าฝ้าชนิดลึก ๆ เมื่อรักษาฝ้าจนใบหน้าดูดี สิ่งที่ควรปฏิบัติต่ออย่างยิ่ง คือ การหลีกเลี่ยงตัวกระตุ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือแสงแดด และใช้ยากันแดดที่มีประสิทธิภาพอย่างสม่ำเสมอ เพื่อไม่ให้ฝ้ากลับมาเป็นอีก


 

สาเหตุที่ทำให้เกิด ฝ้า ได้แก่      
1.แสงแดด   เชื่อว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด ในแสงแดดมีแสงอัลตราไวโอเลต ทั้งช่วงคลื่นที่เรียก A และ B ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดฝ้าหรือทำให้ฝ้าเป็นมากขึ้น

2.ฮอร์โมน พบผู้ป่วยเป็นฝ้าขณะตั้งครรภ์หรือรับประทานยาคุมกำเนิดได้บ่อย หลังคลอดหรือหยุดยาผื่นอาจจางลง จึงเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนเพศ น่าจะเป็นตัวการหนึ่งที่ทำให้เกิดฝ้า ในคนที่มีแนวโน้มที่จะเป็นอยู่
3.ยา  พบว่าผู้ป่วยที่รับประทานยากันชักบางประเภท มีผื่นดำคล้ำรอยฝ้าขึ้นบริเวณใบหน้า จึงเชื่อว่ายานี้น่าจะมีความเกี่ยวข้องกับการเกิดฝ้า
4.เครื่องสำอางค์   การแพ้ส่วนผสมในเครื่องสำอางอาจทำให้เกิดรอยดำแบบฝ้าได้ ส่วนผสมเหล่านี้อาจเป็นพวกสารให้กลิ่นหอมหรือสี แต่ก็พบน้อย
5.พันธุกรรม  อาจมีส่วนเกี่ยวข้องในการเกิดฝ้า เนื่องจากพบฝ้าได้บ่อยในคนเอเชียมากกว่าคนผิวขาว แต่อย่างไรก็ตามอุบัติการนี้อาจไม่ใช่ผลจากพันธุกรรมจริงแต่อาจเป็นอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมหรือแสงแดดก็เป็นได้

 

 

วิธีทำให้หน้าใส อ่อนเยาว์ ด้วยอาหารผิว      
1. หยุดผมร่วง รับประทานกล้วย ซึ่งอุดมไปด้วยวิตามินบี มีสรรพคุณป้องกันผมร่วงได้ดี การรับประทาน กล้วยเข้าไปในปริมาณที่เพียงพอ จะช่วยรักษาเส้นผมให้อยู่คู่กับหนังศีรษะได้นานวัน
2. ลดผิวมัน รับประทานธัญญาหารทุกเช้า ซึ่งอุดมด้วยวิตามินบี 2 ที่ช่วยหยุดยั้งการผลิตน้ำมันส่วนเกิน ของต่อมผลิตภายในร่างกายที่เป็นสาเหตุหนึ่งของเส้นผมบางและมัน
3. หยุดการลอกของผิวหนัง รับประทานปลาแซลมอนใส่เกลือรมควัน อาหารทะเล หรือสลัดผักสดก็ได้
4. ผิวเนียนใสเหมือนเด็ก มะม่วงมีเบต้าแคโรทีนที่ช่วยทำให้ผิวมีสุขภาพดี โดยช่วยกระตุ้นการสร้าง ผิวหนัง รวมทั้งหนังศีรษะเพื่อทดแทนของเดิมที่หยาบแห้งและขรุขระ ให้กลับมีความชุ่มชื่นและนุ่มเนียน
5. ชะลอผมหงอก รับประทานถั่วลิสงอบเนยรวมกับเกล็ดขนมปังที่อบมาร้อน ๆ ก่อนมื้ออาหาร ถั่วลิสงมี วิตามินบีที่สามารถหยุดการเปลี่ยนสีผมให้เป็นสีดอกเลาได้ และยังทำให้ผิวหนังดูดีขึ้นอีกด้วย
6. ดูหนุ่มสาวขึ้นอีก 5 ปี รับประทานฝรั่งหรือน้ำฝรั่งซึ่งอุดมด้วยวิตามินซีเพราะจะช่วยเก็บรักษาคอลลาเจนที่เป็นบ่อเกิดแห่งโปรตีนภายใต้ผิวหนัง หรือรับประทานมะละกอ ส้ม ลูกเกดสีดำอบแห้งร่วมกับผลไม้ประจำวันก็จะช่วยเพิ่มวิตามินซีเช่นกัน
7. ปกป้องใบหน้าจากมลพิษ วิตามินบีในอะโวคาโดช่วยทำให้ใบหน้าดูอ่อนกว่าวัยและร่างกายเกิดความ ต้านทานจากการทำลายในรูปแบบต่างๆ ทั้งนี้รวมถึงการถูกทำลายจากบรรยากาศที่มลภาวะเป็นพิษ

วิธีทำให้หน้าใสที่เรานำมาบอกจะช่วยให้ผู้หญิงแบบเรานั้นดูอ่อนกว่าวัยได้มากเลยล่ะคะ ยังไงซะคุณผู้หญิงก็นำไปลองทำกันดูนะคะ

 

 

อาหาร 5 ชนิดที่มีสรรพคุณช่วยให้ผิวสวยเซี๊ยะเปรี๊ยะ ซึ่งหาง่าย ขายทุกฤดูกาล ราคาไม่แพง       
- ส้ม วิตามิน C ป้องกันผิวจากการถูกทำลายของรังสียูวี และช่วยเสริมสร้างคอลลาเจน
- มะละกอ 
แคโรทีนอยด์ ซึ่งแตกตัวเป็นวิตามิน A เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ รักษาผิวให้ชุ่มชื่น แลดูอ่อนเยาว์

- ธัญพืช กลุ่มวิตามิน B ช่วยเสริมสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นแทนที่เซลล์เก่า ผิวพรรณแข็งแรง และไนอะซิน ช่วยให้ผิวไม่แห้งกร้าน

- เมล็ดทานตะวัน กรดไขมันจำเป็น ช่วยให้น้ำมันธรรมชาติภายในผิวออกมาหล่อลื่น ปกป้องผิวจากการสูญเสียน้ำ ผิวนุ่ม สิวเสี้ยนลดลง
- ชาเขียว ฟลาโวนอยด์ และสารต้านอนุมูลอิสระ คอยต่อสู้กับรังสียูวีและมลภาวะ ช่วยให้ผิวอ่อนเยาว์

 

 

5 สิ่งที่ผิวต้องการอย่าได้ขาด
- สารต่อต้านอนุมูลอิสระ : ที่มีอยู่ในวิตาวินเอ ซี และอี ซึ่งจะช่วยทำให้ผิวของคุณดูเปล่งปลั่งออกมาจากข้างใน วิตามินพวกนี้มีอยู่มากในผักและผลไม้

- การนวด : การนวดจะช่วยกระตุ้นระบบหมุนเวียนในผิวซึ่งคุณสามารถทำได้ในขณะทาครีม โดยใช้นิ้วมือถูเบาๆ เป็นแนววงกลมวันละแค่หนึ่งนาทีก็เพียงพอแล้ว
- ความชุ่มชื้น : ซึ่งหาได้จากครีม น้ำมัน หรือโลชั่น โดยจะช่วยเติมความชุ่มชื้นหลังล้างหน้า และปกป้องผิวจากปัจจัยต่างๆ ด้วย
- น้ำ : ถึงแม้การดื่มน้ำจะไม่ได้ช่วยให้ผิวอิ่มเอิบขึ้นมาโดยตรงแต่ถ้าคุณดื่มน้ำไม่เพียงพอในแต่ละวันก็จะส่งผลให้ผิวดูหม่นหมองได้
- ครีมกันแดด : คุณจำเป็นต้องปกป้องผิวเป็นประจำทุกวันโดยทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF30 เป็นอย่างน้อยในบริเวณที่ไม่มีอะไรปกปิด ไม่ว่าวันนั้นฝนจะตกหรือแดดจะออกหรือไม่

เคล็ดลับง่ายๆ ที่ช่วยให้ผิวของคุณอยู่กับคุณไปได้นานๆ

 

 

เวลา Prime Time ของผิวสวย 

 การนอน เป็นวิธีบำรุงผิวพรรณที่ดีที่สุดวิธีหนึ่ง  โดยเฉพาะ ช่วงเวลา 22.00 น. – 02.00 น. เป็นนาทีทองที่ผิวหนังจะได้รับการฟื้นฟูอย่างเร่งรัด

 ก่อนนอนต้อง :

 - ทาครีมลดหุ่น เพราะรูขุมขนเปิดและผิวสะอาดพร้อมดูดซึมครีม

- ทาครีมบำรุงผิว เพราะการทำงานของเซลล์ผิวในเวลากลางคืนทำได้รวดเร็วกว่าตอนกลางวันหลายขุม  เป็นทางลัดที่ทำให้ผิวพรรณผุดผ่องชั่วข้ามคืน

 ดังนั้น สาวๆ ควรเข้านอนตั้งแต่ 21.00 น. ถ้าอยากผิวสวยมีออร่าแบบดารา

 



กิจกรรมที่ควรทำเพื่อรักษาน้ำหนักให้คงที่

1. เลือกทานผักผลไม้ให้มากเข้าไว้ หลีกเลี่ยงอาหารที่ปรุงจากไขมัน

2. ลดอาหารที่ให้แคลอรี่สูง เช่น ปาท่องโก๋ กล้วยทอด เนย รวมทั้งอาหารฟาสต์ฟู้ดทั้งหลาย
3. ดื่มนมพร่องมันเนย แทนนมพร้อมดื่มแบบธรรมดา หรือชนิดหวาน
4. ลดการทานของหวานทุกชนิด หรือทานให้น้อยที่สุด
5. ลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกอย่าง
6. ออกกำลังกายเป็นประจำทุกวันอย่างน้อยวันละ 30 นาทีหรืออาทิตย์ละ 3 ครั้ง
7. หากระยะทางไม่ไกลมากก็ให้ใช้การเดินแทนการนั่งรถ
8. ใช้บันไดแทนลิฟต์ เพื่อเป็นการออกกำลังไปในตัว
9. หากิจกรรมเบาๆ ทำต่อเนื่องในแต่ละวัน เช่น ทำงานบ้าน เล่นกับลูก ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน เป็นต้น

 

 

 

4 ขั้นตอน ทำความสะอาด ผิวสวย เปล่งปลั่ง

1. ล้างเครื่องสำอางและครีมกันแดด Cleansing 

ขั้นตอนสำคัญในการดูแลผิวเริ่มจาก การลบเครื่องสำอาง และ ครีมกันแดด เพราะรองพื้นหรือครีมกันแดด ส่วนใหญ่มักมีคุณสมบัติกันน้ำ ลบเลือนยาก เมื่อเหลือตกค้างอยู่บนผิว จึงทำให้ผิวหมองคล้ำ ดูไม่สดใส และอาจทำให้เกิดสิวอีกด้วย

2. ทำความสะอาดผิว Washing

หลังจากทำความสะอาดสิ่งสกปรกซึ่งเคลือบผิวอยู่ด้านนอกแล้ว จึงเข้าสู่ขั้นตอนการทำความสะอาดผิวและขจัดเซลล์เสื่อมสภาพเพื่อเตรียมผิวให้พร้อมรับการบำรุงอย่างเต็มที่ ถึงแม้วันที่ไม่ได้แต่งหน้า ก็ควรล้างหน้าเพื่อเป็นการกำจัดคราบเหงื่อ สิ่งสกปรกหมักหมมออกไป

3. เติมความชุ่มชื้น Moisturizing

หลังจากการล้างหน้า ใบหน้าจะสูญเสียความชุ่มชื้น ควรทาโลชั่นทุกครั้งนอกจากจะเป็นการเติมน้ำให้ผิวและการะชับรูขุมขนแล้ว ยังช่วยเสริมการดูดซึมของออยล์ หรือครีมบำรุงผิวในขั้นตอนต่อไปอีกด้วย หากทาครีมบำรุงอย่างต่อเนื่องผิวก็จะกระจ่างใสและเต่งตึงมากขึ้น

4. เคลือบผิว เพื่อการบำรุงล้ำลึก Nourishing

การกักเก็บความชุ่มชื้นขั้นตอนสุดท้ายของการบำรุงที่ช่วยกักน้ำหลังเติมความชุ่มชื่นให้ผิวในขั้นตอนของโลชั่น พร้อมปกป้องผิวจากภาวะเพื่อผิวเนียนกระชับมีสุขภาพดี เป็นการเติมน้ำให้ผิวด้วย

 

 

อาหาร 10 อย่างที่จะทำให้คุณยิ่งสวยมากขึ้นกว่าเดิม

1. ไก่ มันช่วยร่างกายสร้างเคราตินที่ทำให้ผมสวย

2. แซลมอน มีกรดไขมันโอเมก้า-3 ที่ทำให้ผิวหนังและผมสุขภาพดี

3. สตรอว์เบอร์รี อุดมด้วยวิตามินซี ที่มีอำนาจในการต้านริ้วรอย

4. มะเขือเทศ ไลโคปีนในมะเขือเทศช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด ลูทินช่วยให้ความชุ่มชื้น

5. หอยนางรม สังกะสีช่วยให้ผมยาวและอาจช่วยป้องกันการขาดร่วง

6. น้ำ ดีที่สุดในการให้ความชุ่มชื้นสำหรับทุกระบบของร่างกาย

7. โยเกิร์ตไขมันต่ำ แคลเซียมมีความสำคัญอย่างมากในการสร้างกระดูกและฟันที่แข็งแรง

8. ช็อกโกแลตดำ มีฟลาโวนอยด์ที่ช่วยต่อสู้ความเสียหายของผิวจากอนุมูลอิสระ

9. ชาเขียว มีแอนตี้ออกซิแดนท์ที่ช่วยลดความเสียหายของผิวเนื่องจากสภาพแวดล้อม

10. อะโวคาโด มีโฟเลตสูงที่ช่วยในการสร้างเม็ดเลือด ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการสร้างเซลล์

 


 

ครีมบำรุงเพื่อผิวขาวและครีมกันแดด ทําให้ผิวขาว บอกลาผิวหม่นหมอง 

           - ครีมบำรุงเพื่อผิวขาว ควรใช้ครีมบำรุงที่มีไวท์เทนนิ่งเพื่อผิวขาวในตอนเย็น และทาซ้ำก่อนนอนเพื่อเสริมประสิทธิภาพของครีมบำรุงให้บำรุงอย่างต่อเนื่อง ส่วนตอนกลางวันให้ทาไวท์เทนนิ่งเพียงบาง ๆ แล้วตามด้วยครีมกันแดด หรือจะใช้ไวท์เทนนิ่งที่มีส่วนผสมของสารป้องกันแสงแดดก็ได้ แต่หากสาว ๆ คนไหน อยู่ติดบ้าน ไม่ได้ออกไปเผชิญแสงแดดเลย ใช้ไวท์เทนนิ่งตัวเดียว ทาวันละ 2-3 ครั้งก็เอาอยู่แล้วจ้า
           - ครีมกันแดด ควรเป็นสิ่งที่สาว ๆ ต้องมีติดกระเป๋าอยู่ตลอดเวลา ในกรณีที่คุณต้องเผชิญกับแสงแดดจัดโดยไม่ได้วางแผนมาก่อนจะได้หยิบขึ้นมาใช้ได้ทันการทันเวลา และอย่าลืมว่า ครีมกันแดดจำเป็นอย่างยิ่ง ถ้าหากคุณเพิ่งขัดผิวหรือใช้เอเอชเอกับผิวมาหมาด ๆ เพราะผิวคุณจะไวต่อแดดมาก จึงควรทาครีมกันแดด 20 นาทีก่อนออกแดดทุกครั้ง และทาซ้ำอีกทุก ๆ 2-3 ชั่วโมง

 


 

มาดูแลผิวให้ชุ่มชื้นช่วงหน้าหนาวกันเถอะ

           1. เริ่มจาการอาบน้ำที่หลีกเลี่ยงน้ำอุ่นได้จะดีตัวการทำผิวแห้งตึง แต่เชื่อว่าสาวๆ ส่ายหัวกันใหญ่แน่เลยใช่ไหมล่ะจ๊ะ นั้นก็เอาน้ำอุ่นแบบพอเหมาะก็พอนะจ๊ะอย่างให้ร้อนไปจนทำลายน้ำมันเคลือบผิวจนหมด

           2. เมื่อถึงเวลาล้างหน้าเลือกผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้ชุ่มชื้นไม่แห่งตึงเหมาะกับหน้าหนาวเป็นที่สู๊ด..จ้า ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ให้ความชุ่มชื้นส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีฟองหรือมีก็น้อยมากเวลาล้างหน้าจะต้องไม่รู้สึกแห้งตึงนะจ๊ะ
           3. ต่อจากนั้นบำรุงผิวกันต่อด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของมอยเจอร์ไรเซอร์เพื่อจะช่วยให้ผิวชุ่มชื้นได้ตลอดทั้งวันจ้าและถ้ารู้สึกว่าผิวแห้งขึ้นเมื่อไรก็อย่าลืมงัดครีมที่มีส่วนผสมของมอยเจอร์ไรเซอร์ออกมาทากันได้ตลอดเลยนะจ๊ะสาวๆ

 


 

ออกกำลังกายลดความเครียดอีกวิธีทำให้ผิวขาวเร็วขึ้น

           การออกกำลังจะทำให้ระบบโลหิตของเราทำงานได้ดีและยังช่วยเป็นตัวเร่งในการผลัดเซลล์ผิวทำให้เซลล์ผิวที่ตายแล้วหลุดออกไปและเผยเซลล์ผิวใหม่ที่ขาวสดใสเปล่งปลั่งขึ้นมา และการออกกำลังกายยังเป็นตัวเร่งการสร้างเซลล์ผิวอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอสังเกตได้จากคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำมักแลดูอ่อนวัยและผิวกระจ่างใสกว่าคนที่ไม่ได้อ่อนกำลังกายเป็นประจำ ช่วงเวลาในการออกกำลังกายนั้นสาว ๆ ไม่ควรทามอยส์เจอไรเซอร์หรือครีมอื่ม ๆ รวมทั้งการแต่งหน้าด้วย เพราะจะเป็นการปิดกั้นรูขุมขนจนอาจจะทำให้ผิวไม่สามารถขับเหงื่อได้อันจะทำให้ผิวของเรามีสารตกข้างและอาจจะทำให้เกิดสิวได้นะค่ะ

 

 

นอนหลับให้เพียงพออีกวิธีทำให้ผิวสวยใส

           เพราะร่างกายของคนเรานั้นมีความสามารถในการซ่อมแซมตัวเราเองอยู่ ซึ่งช่วงเวลาการนอนหลับเป็นช่วงที่ดีที่สุดที่ร่างกายของเราจะทำการซ่อมแซมระบบของร่างกาย การนอนหลับสนิทในช่วงเวลา 5 ทุ่ม ถึงตี 1 นั้นเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่ทำให้ร่างกายได้ซ่อมแซมตัวเองและเราควรนอนหลับสนิทเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 6-8 ชม. อีกหนึ่งเคล็ดลับที่จะทำให้การนอนของคุณเกิดประโยชน์สูงสุดคือ ก่อนช่วงเวลาซัก 1 - 2 ชม. ให้คุณหาผลไม้ที่มีสีเหลือ เช่น กล้วย อินทผลัมหรือโยเกิร์ตก็ได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีส่วนผสมของกรดอะมิโนโทรปีน ซึ่งมีผลทำให้สมองหลั่งสารเซโรโทนินที่ทำให้จิตใจสงบและทำให้หลับสนิททำให้ร่างกายของเราสามารถซ่อมแซมผิวและดูดซับสารบำรุงต่าง ๆ จากครีมที่ใช้ได้อย่างเต็มทีอีกด้วยค่ะ

 


 

แก้ตาบวมและรอยคล้ำรอบดวงตา
      1. แช่ถุงชาดำ ถุง ในน้ำร้อน ถ้วย ทิ้งไว้ 3-5 นาที นำขึ้นรอจนสะเด็ดน้ำ นำเข้าแช่ตู้เย็นจนถุงชาเย็น

      2. หลับตาลง นำถุงชาวางลงบริเวณดวงตาทั้งสองข้าง ทิ้งไว้ 10-20 นาที ยกออก ปล่อยให้แห้งโดยไม่ต้องล้างออก

 

 


 

กระชับผิวด้วยตนเอง
               การมาส์กหน้าจะช่วยทำให้ผิวหน้ากระชับขึ้น หากคุณมีเวลาก็ลองนำสูตรมาส์กหน้าธรรมชาติไปใช้ดูสูตรที่ว่าก็คือโยเกิร์ตรสธรรมชาติ 1 ช้อนชา น้ำผึ้งและไข่แดง 1 ฟอง นำส่วนผสมทั้งหมดตีให้เข้ากันแล้วนำมาพอกหน้าสักครู่ ล้างออกด้วยน้ำอุ่น แค่นี้ก็สามารถกระชับผิวคุณให้เต่งตึงอย่างง่ายดาย หรือจะมาส์กหน้าด้วยผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปก็สะดวกดี

             อีกทางเลือกของการมาส์กหน้า เพื่อถนอมผิวแบบง่าย ๆ แต่ได้ผลดีก็คือ... ตีไข่ขาวกับสตอรว์เบอร์รี่ที่บดแล้ว ทาบนใบหน้าจะช่วยลดความมันของหน้าได้ หรือจะลองซื้อวิตามินซีมาบดเป็นผง แล้วตีผสมกับไข่ขาวทาหน้า ก็จะทำให้ผิวหน้าใสปิ้งสะอาดขึ้นได้เหมือนกัน

 
   
   
   
 

ความรู้ด้านผิวหนัง (Knowledge for skincare) Sun - Skin - Sunscreen

 
   
 Ultraviolet (UV)
แสงแดดที่ส่องมายังโลกเราประกอบด้วยคลื่นความยาวต่างๆกัน ที่มีผลต่อผิวหนังคือคลื่นความยาวในช่วงของอุลตราไวโอเลต (ultraviolet)
แสงอุลตราไวโอเลตแบ่งเป็น 3 ช่วง คือ UVA,UVB,UVC มีเพียง UVA และ UVB เท่านั้นที่มาถึงพื้นโลก แสงในช่วง UVC ซึ่งมีอันตราย
ต่อนิวเคลียสของเซลล์ จะถูกกรองโดยบรรยากาศชั้น ozone ทำให้ไม่สามารถผ่านลงมาถึงพื้นโลกได้

  • UVA ผ่านผิวหนังได้มากกว่าคือลงไปถึงชั้นหนังแท้ และสามารถผ่านทะลุกระจกได้ เป็นตัวการที่ทำให้เกิด photoaging
    เป็นผลสะสมของแสงแดดต่อผิวหนังในระยะยาว ทำให้เกิดริ้วรอยย่นบนใบหน้า สีผิวคลํ้าเกิดกระแดด และผิวหนังหยาบกร้านก่อนวัย
    ปัจจุบันเชื่อว่าUVA เป็นสาเหตุของมะเร็งผิวหนังด้วย
  • UVB เป็นช่วงความยาวคลื่นที่เป็นตัวการของมะเร็งผิวหนัง และทำให้เกิด sunburn หรือการอักเสบของผิวหนังที่เกิดจากการ
    ถูกแสงแดดมากเกินไป UVBผ่านเข้าไปในผิวหนังได้แค่ชั้นหนังกำพร้า
 
แสงแดดมีประโยชน์ต่อร่างกายในการสร้างวิตามินดี ซึ่งจำเป็นต่อความแข็งแรงของกระดูก แต่แสงแดดในปริมาณมากเกินไป
เป็นอันตรายต่อผิวหนัง แสงแดดที่มากเกินไปมีผลอะไรต่อผิวหนัง

 
เมื่ออยู่ท่ามกลางแสงแดดนานเกินไป ผิวหนังจะแดงแสบร้อน หรือที่เรียกว่าเกิด sunburn ซึ่งเกิดจากผลของ UVB ต่อผิวหนังในชั้นหนังกำพร้า
ทำให้เซลล์บวมและมีการเปลี่ยนแปลงของนิวเคลียสของเซลล์ได้ การเปลี่ยนแปลงของโปรตีน ของนิวเคลียส ในระยะยาว อาจนำไปสู่การ
เกิดมะเร็งผิวหนังได้

 
ใบหน้าเรามีการแสดงอารมณ์อยู่ตลอดเวลา กล้ามเนื้อเล็กๆบนใบหน้ามีการหดตัวและคลายตัวเพื่อแสดงสีหน้าเนื้อเยื่ออีลา สติก จะช่วยให้ผิวหน้า
กลับสู่สภาวะปกติ แต่ถ้าการยืดหยุ่นลดลง ก็จะเกิดริ้วรอยขึ้น UVA ที่ผ่านลึกลงไปยังชั้นหนังแท้สามารถ ทำลายเนื้อเยื่อทั้งคอลลาเจน
และอีลาสติก เนื้อเยื่อคอลลาเจนเป็นตัวที่ทำให้ผิวหนังมีความเต่งตึง และเนื้อเยื่ออีลาสติก ช่วยให้ ผิวหนังมีความยืดหยุ่น เมื่อเนื้อเยื่อทั้งสองลดลง
ผิวหน้าจะเกิดริ้วรอยได้ง่ายขึ้นก่อนวัยอันควร

 
Photoaging
แต่ก่อนเราเชื่อกันว่า การแก่ของผิวหน้าเป็นเรื่องที่กำหนดโดยพันธุกรรม เราไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงอะไรได้ แต่ปัจจุบันความเชื่อดังกล่าว
เปลี่ยนไป การแก่ส่วนหนึ่งกำหนดโดยพันธุกรรม แต่ไม่ใช่ทั้งหมด สิ่งแวดล้อมมีผลต่อการแก่ ของเซลล์ผิวหนังด้วย ซึ่งอาจไม่ใช่เรื่องแปลก
ถ้าเราไม่ลืมว่า ผิวหนังเป็นด่านแรกของร่างกายที่ต้องเจอกับสิ่งแวดล้อม ทั้งแสงแดด มลพิษ ความร้อน ความเย็น เนื่องจากผิวหนังมีหน้าที่หลัก
ในการปกป้องร่างกายและอวัยวะภายในจากอันตราย ภายนอก เราเรียกการแก่ที่กำหนดโดยพันธุกรรมว่า intrinsic aging และการแก่ที่เป็น
ผลจากสิ่งแวดล้อมว่าextrinsic aging

 
ปัจจัยหลักที่มีผลมากที่สุดของextrinsic aging คือแสงแดด คุณสามารถดูผลของแสงแดดต่อผิวของคุณได้ โดยเปรียบเทียบผิวหนัง
บริเวณที่อยู่ในร่มผ้า เช่นหน้าอก แขนด้านในหรือตะโพก กับผิวหนังในบริเวณที่ถูกแสงแดด เช่น ใบหน้า แขนด้านนอก ความแตกต่าง
ที่เห็นเป็นผลจากสิ่งแวดล้อม หรือแสงแดดนั่นเอง ผิวบริเวณในร่มผ้ามีการแก่ตามพันธุกรรมที่กำหนด ซึ่งจะเป็นไปอย่างช้าๆ แต่ผิวบริเวณ
ที่ถูกแสงแดดจะมีการเปลี่ยนแปลงมากกว่าปัจจัยที่ถูกกำหนดโดย พันธุกรรม เราเรียกการแก่ที่เป็นผลจากแสงแดดว่า photoaging intrinsic aging
ได้แก่ ผิวหนังชั้นหนังกำพร้าบางลง จำนวนเส้นผม ต่อมเหงื่อ ต่อมไขมัน ลดลง เนื้อเยื่อคอลลาเจนลดลง ริ้วรอยตื้นๆบนใบหน้า ไม่สามารถแก้ไข
เปลี่ยนแปลงได้

 
extrinsic aging สีผิวไม่สมํ่าเสมอ กระ ฝ้า ผิวหน้าแห้ง หยาบกร้าน หลอดเลือดฝอยขยายตัว หรือเป็นร่างแห ริ้วรอยลึกบนใบหน้า
เนื้อเยื่ออีลาสติกถูกทำลาย เนื้อเยื่อคอลลาเจนลดจำนวนลงอย่างชัดเจน สามารถแก้ไขกลับคืนได้บางส่วน
แน่นอนว่าเราไม่สามารถ
หลีกเลี่ยงสิ่งที่กำหนดมากับพันธุกรรมได้ แต่เราสามารถแก้ไขปัจจัยจากสิ่งแวดล้อมได้บ้างบางส่วน แม้จะไม่ได้ทั้งหมด

 
Protect your skin
วิธีที่จะทำให้เราสามารถหลีกเลี่ยงอันตรายจากการอยู่ในแสงแดดมากเกินไป ได้แก่
 
  • หลีกเลี่ยงแสงแดดในช่วงเวลา 10 โมงเช้า ถึง บ่าย 3 โมงเพราะเป็นช่วงเวลาที่ปริมาณแสงแดดจะแรงมากที่สุด
  • ถ้าจำเป็นต้องออกไปอยู่ท่ามกลางแดด ควรใส่หมวกปีกกว้าง และสวมเสื้อแขนยาว พยายามอยู่ในบริเวณที่มีร่มเงา การใส่แว่นตา
    ที่สามารถกรองแสงอุลตราไวโอเลตได้ จะช่วยลดการเกิดต้อกระจก
  • ใช้ครีมกันแดดเป็นประจำในวันที่จำเป็นต้องออกนอกบ้านและต้องอยู่ท่ามกลางแสง แดด แต่แม้ในวันที่มีเมฆมาก แสงอุลตราไวโอเลต
    ก็สามารถทะลุผ่านก้อนเมฆได้ถึง 80% นอกจากนั้น UVA ยังสามารถทะลุผ่านกระจกได้ด้วย การนั่งทำงานใกล้หน้าต่าง แม้จะไม่ได้
    ออกไปภายนอก ก็ยังมีโอกาสได้รับผลของ UVA ซึ่งเป็นตัวการของการแก่ก่อนวัยได้ เวลาไปเที่ยวชายหาด แม้จะอยู่ในร่ม
    แสงอุลตราไวโอเลตก็สามารถสะท้อนเม็ดทราย ผิวนํ้า มาถึงร่างกายเราได้
 
Sunscreen ในครีมกันแดด ส่วนประกอบในครีมกันแดดมี 2 ชนิด คือ chemical sunscreen และ physical sunblock
 
  • chemical sunscreen ออกฤทธิ์โดยดูดซับแสงอุลตราไวโอเลต ก่อนที่แสงจะเข้าไปสู่ผิวหนัง ได้แก่ PABA, Benzophenones,
    Salicylates, Cinnamates,Parsol 1789
  • chemical sunscreen บางตัวกันได้แต่ UVB เช่น PABA,Cinnamates แต่บางตัวกัน UVA ได้ด้วย เช่น Parsol 1789 Benzophenones
    สาร PABA เป็นสารประกอบในครีมกันแดดที่ใช้ในระยะแรกๆ ระยะหลังพบว่ามีการแพ้ได้บ่อย
  • physical sunblock ออกฤทธิ์โดยสะท้อนแสงอุลตราไวโอเลตออกไป ได้แก่ titanium dioxide, zinc oxid
  • physical sunblock จะกันได้ดีทั้ง UVAและ UVB ครีมกันแดดประเภทนี้ ไม่ถูกดูดซึมเข้าสู่ผิวหนัง ดังนั้นจึงไม่ทำให้เกิดการแพ้ SPF
SPF (Sun Protection Factor) เป็นตัวเลขที่บอกว่าเราจะสามารถอยู่ท่ามกลางแสงแดดโดยไม่เกิด sunburn ได้นานขึ้นกี่เท่า เมื่อเทียบกับ
ไม่ใช้ครีมกันแดด
ตัวอย่าง เช่น สมมุติว่าถ้าในเวลาปกติคุณจะเกิด sunburn ถ้าออกไปอยู่กลางแดดจัด เป็นเวลาประมาณ 15 นาที
เมื่อใช้ครีมกันแดดที่มี SPF15 คุณจะสามารถอยู่ได้นานขึ้น 15 เท่าโดยไม่มีอาการ ซึ่งก็เท่ากับ 225 นาที หรือ 3 ชั่วโมง 45 นาที

ครีมกันแดดที่มี SPF15 จะกันแสงUVB ได้ประมาณ 93% SPF30 จะกันได้ประมาณ 97% และSPF2 จะกันได้ประมาณ 50%
SPF บอกแต่ปริมาณ UVB ไม่ได้บอกถึง UVA เนื่องจากใช้ sunburn ซึ่งเป็นผลจาก UVB เป็นตัววัด ในขณะนี้ยังไม่มีตัวเลข
ที่บอกถึงการกัน UVA
 
   
  
   
 

ความรู้ด้านผิวหนัง (Knowledge for skincare) Acne

 
   
 

Acne

สิว เกิดจากจากความผิดปกติบริเวณต่อมไขมัน (sebaceous gland) โดยปกติ ต่อมไขมันจะผลิตไขมันชนิดหนึ่ง เรียกsebum ทำหน้าที่
เคลือบผิวหนังรักษาความชุ่มชื้น คล้ายเป็น moisturizer ตามธรรมชาติ sebum ที่ถูกสร้างขึ้นจากต่อมไขมัน จะออกสู่ชั้นผิวได้โดยผ่านออก
ทางรูขุมขน แต่บางครั้งsebum ผสมกับเซลล์ผิวหนังที่ลอกหลุดออกมาอยู่ตามทางผ่าน เกิดการอุดตันของรูขุมขนขึ้น เกิดเป็น comedone
แบคทีเรียชนิดหนึ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติบริเวณรูขุมขน คือ Propionibacterium acne (P.acne) จะเปลี่ยนไขมันเป็น Free fatty acid
ซึ่งเป็นอันตรายต่อเซลล์ผิวหนัง ทำให้ร่างกายส่งเม็ดเลือดขาว มายังบริเวณดังกล่าว เกิดการอักเสบแดงร้อน (papule) และเป็นหนองขึ้น
(pustule) บางครั้งการอุดตันและการอักเสบ เกิดขึ้นในชั้นลึกลงไป ทำให้เกิดเป็น cyst

 

สิว มักพบมากในวัยรุ่น เนื่องจากการทำงานของต่อมไขมันไวต่อการกระตุ้นของฮอร์โมนเพศชายแอนโดรเจน (androgen) แอนโดรเจนเป็น
ฮอร์โมนที่มีอยู่ในทั้งสองเพศ แต่ในปริมาณที่แตกต่างกัน ฮอร์โมนนี้จะมีปริมาณมากในช่วงวัยรุ่น ดังนั้นต่อมไขมันซึ่งจะไม่ค่อยทำงานมาก
ในช่วงวัยเด็ก เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น ต่อมไขมันจะมีขนาดโตขึ้น และผลิตไขมันเพิ่มมากขึ้นด้วย

 

ทำไมอายุเลยวัยรุ่นแล้วยังคงมีสิวอยู่อีก สิวพบได้ในหลายช่วงอายุ ตั้งแต่วัยรุ่นจนถึงอายุประมาณ 50 ปี บางคนไม่มีสิวในช่วงวัยรุ่น
แต่เริ่มมีเมื่ออายุเข้าสู่วัย 30 ปีไปแล้วก็มี ดังนั้นการที่จะรอให้สิวหายไปเองนั้น อาจต้องรอนานหลายปีในบางคน และในบางคนการรักษา
ที่ไม่ถูกต้องอาจทำให้มีรอยแผลเป็นฝากไว้ก่อนที่สิวจะหาย ไปเองตามธรรมชาติ

 

ปัจจัยที่พบว่ามีผลให้เกิดสิวหลังช่วงวัยรุ่น (Adult acne)

  1. ยาคุมกำเนิดที่มีระดับของฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนสูง
  2. ความเครียด
  3. วัยหมดระดู
  4. ความผิดปกติของระบบต่อมไร้ท่อ เช่น ซีสต์รังไข่
  5. ยาบางชนิด เช่นยาสเตียรอยด์ ยารักษาโรคทางจิตเวชบางตัว
  6. เครื่องสำอาง
  7. การสัมผัสนํ้ามันบางอย่างเช่น นํ้ามันใส่ผม
  8. พันธุกรรม

 

ความเชื่อบางอย่างเกี่ยวกับสิว

 

  • สิวเกิดจากความสกปรก
    ความสกปรกไม่ได้เป็นสาเหตุของการเกิดสิว เวลาเราเห็นสิวหัวดำ (black comedone) สีดำที่เห็นเป็นไขมันที่ผสม กับเซลล์ผิวหนัง
    ที่หลุดลอก และถูกออกซิไดซ์เวลาถูกอากาศ ไม่ใช่เกิดจากสิ่งสกปรก ดังนั้นการล้างหน้าหลายๆครั้ง หรือการพยายามขัดถูหน้า
    ไม่ได้ช่วยให้สิวลดลง ตรงกันข้ามกลับจะทำให้สิวกำเริบมากขึ้น
  • Chocolate ทำให้เกิดสิว
    ยังไม่มีการศึกษาที่แน่ชัดว่า อาหารที่รับประทานจะมีผลต่อการเกิดสิว เช่น ช็อกโกเลต นํ้าอัดลม อาหารมันๆ แต่อย่างไรก็ตาม
    ในแง่ของสุขภาพทั่วไปก็ไม่ควรรับประทานอาหารดังกล่าวมากเกินไป

 

ข้อปฏิบิติทั่วไป เมื่อเกิดสิว

  1. ล้างหน้าด้วยสบู่อ่อน วันละ 1-2 ครั้ง อย่าขัดถูหน้าแรงๆ จะทำให้เกิดการอักเสบมากขึ้น การล้างหน้าบ่อยไม่ได้ช่วยให้สิวหายเร็วขึ้น
    เพราะสิวไม่ได้เกิดจากความสกปรก
  2. หลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัสใบหน้าโดยไม่จำเป็น อย่าบีบ หรือ แกะสิว อย่าใช้มือที่ไม่สะอาดไปถูกต้องบริเวณใบหน้า สระผมให้สะอาด
    ถ้าเส้นผมมัน คุณมีโอกาสเกิดสิวบริเวณไรผมได้ง่าย
  3. ถ้าคุณใช้เครื่องสำอาง เลือกใช้ชนิดที่ไม่ก่อให้เกิดการอุดตันของรูขุมขน (non-comedogenic)
  4. หลีกเลี่ยงความเครียด

 

ยาทา

  1. Benzoyl peroxide ยานี้ช่วยลดจำนวนเชื้อแบคทีเรีย ใช้ได้ดีในสิวที่ตื้นๆ แต่มีผลข้างเคียงทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนัง
    ทำให้ผิวแห้งและลอกได้ ยานี้มีหลายความเข้มข้น ควรเลือกใช้ความเข้มข้นที่ตํ่าๆ ก่อน เช่น ในรูปครีม 2.5% และทาเฉพาะ
    บริเวณที่เป็นสิว วันละ 1-2 ครั้ง
  2. สารจำพวก AHA, BHA ช่วยลดการอุดตันของรูขุมขนได้ (comedolytic)
  3. Retin-A มีฤทธิ์ช่วยละลายหัวสิวที่อุดตันรูขุมขน ควรใช้ตามคำแนะนำของแพทย์ เนื่องจากมีผลข้างเคียง ทำให้ผิวแดงร้อน และลอกได้
  4. ยาปฏิชีวนะชนิดทา ที่ใช้บ่อยได้แก่ clindamycin,erythromycin ใช้แต้มเฉพาะบริเวณที่เป็นสิว ช่วยลดการอักเสบ
  5. Azelaic acid ช่วยลดการอักเสบของสิวในรายที่เป็นไม่มาก มีผลข้างเคียงน้อย

 

ยารับประทาน

แพทย์ มักให้ยารับประทานในการรักษาสิวที่เป็นมากขึ้น ข้อควรคำนึงคือ การใช้ยารับประทานต้องใช้เวลานานพอสมควรในการที่ จะได้ผลเต็มที่
โดยทั่วไป ประมาณ 6-8 สัปดาห์ และระยะเวลาที่รับประทานยาก็ค่อนข้างนานหลายเดือน ยาทุกตัวมีผลข้างเคียง ดังนั้นการใช้ยารับประทาน
ต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์

 

ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทาน มีหลายตัวเช่น tetracyclin, minocyclin, doxycyclin, erythromycin

ยาในกลุ่มฮอร์โมน เช่น ยาคุมกำเนิดที่มีฤทธิ์ต้านฮอร์โมนแอนโดรเจน

 

Isotretinoin (Roaccutane) เป็นยาในกลุ่มวิตามินเอ มีฤทธิ์ลดการทำงานของต่อมไขมันได้ถึง 90% นอกจากนั้นยังลดการอุดตัน ของรูขุมขน
โดยทำให้เซลล์ผิวหนังที่บุรูขุมขนลอกหลุดได้ดีขึ้น ยานี้มีผลข้างเคียงมาก แพทย์จึงมักใช้กับสิวที่รุนแรง เช่นเป็นcyst หรือสิวที่ใช้การรักษาวิธีอื่น
แล้วไม่ได้ผล ผลข้างเคียงที่ควรรู้คือ จะมีการแห้งของผิวหนังและเยื่อบุทั้งหลาย โดยเฉพาะเยื่อบุตา คนที่ใส่ contact lens อาจต้องปรึกษา
จักษุแพทย์ถ้ามีอาการตาแห้งมาก นอกจากนั้นอาจมีความผิดปกติของระดับเอนไซม์ตับ ระดับไขมันในเลือด ซึ่งแพทย์อาจต้องตรวจเลือด
เป็นบางครั้ง และที่ควรระวังมากที่สุดคือ ยานี้ทำให้เกิดความผิดปกติ แก่ทารกในครรภ์ได้ ระหว่างที่ใช้ยานี้ควรมีการคุมกำเนิดที่มั่นใจได้ว่า
จะไม่มีการตั้งครรภ์ เกิดขึ้น ทั้งนี้ต้องรวมถึงหลังจากหยุดยา ไปแล้วเป็นเวลาอย่างน้อย 1 เดือนด้วย เนื่องจากยายังคงอยู่ในร่างกายได้
อีกประมาณ 1 เดือนหลังจากหยุดยา แพทย์จะไม่จ่ายยา นี้ให้แก่ผู้ป่วยที่ไม่เข้าใจถึงผลข้างเคียง หรือไม่แน่ใจในการคุมกำเนิด

 

แผลเป็นจากสิวจะรักษา ได้หลายวิธีเพื่อแก้ไขรอยแผลเป็นให้ดีขึ้น เช่น การฉีดคอลลาเจน การใช้เลเซอร์ การลอกหน้าโดย ใช้สารเคมี เป็นต้น
ปรึกษาแพทย์ผิวหนังถึงวิธีที่เหมาะสม

 
   
  
   
 

ความรู้ด้านผิวหนัง (Knowledge for skincare) Melasma

 
   
 

Melasma

ฝ้า เป็นปื้นสีนํ้าตาล อยู่บนใบหน้า บริเวณแก้ม เหนือริมฝีปาก จมูก และคาง การเกิดฝ้าขึ้นกับปริมาณฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกาย
จึงมักพบว่ามักเกิดฝ้าขึ้นระหว่างการตั้งครรภ์ หรือหลังรับประทานยาคุมกำเนิด ฝ้ามักเป็นมากขึ้น หรือสีคลํ้าขึ้น เมื่อใบหน้าถูกแสงแดด
หลังการคลอดบุตร หรือหยุดยาคุมกำเนิด ฝ้าอาจจางลงได้บ้าง

 

การรักษา

  1. หลีกเลี่ยงแสงแดด และใช้ครีมกันแดดที่มี SPF 15 เป็นอย่างน้อย เป็นประจำทุกวัน
  2. ปรึกษาแพทย์ มีการรักษาหลายวิธี ซึ่งผลการรักษาขึ้นกับชนิดของฝ้าด้วยว่าเป็นชนิดตื้น หรือชนิดลึก วิธีรักษาได้แก่ ใช้ยาทาในกลุ่ม
    Hydroquinone หรือ Retin-A อาจใช้อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งสองอย่างร่วมกัน การใช้ยาทามีผลข้างเคียงได้ ทั้งจากการใช้ระยะสั้น
    และในระยะยาว เช่นหากใช้ยา Hydroquinone ในระยะยาว อาจทำให้เกิดสีผิวคลํ้าขึ้นได้ ส่วนยา Retin-A ไม่ควรใช้ในระหว่าง
    การตั้งครรภ์ การใช้ยาทารักษาฝ้าจึงควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ ไม่ควรซื้อยามาใช้เอง นอกจากนี้ในปัจจุบันยังมียาอีกหลายตัว
    ที่นำมารักษาได้ ขึ้นกับฝ้าในผู้ป่วยแต่ละราย

 

 
  
   
 ความรู้ด้านผิวหนัง (Knowledge for skincare) Anti-aging Treatment
 
   
 

Anti-aging Treatment

ในปัจจุบัน เมื่อมีความเข้าใจเกี่ยวกับการแก่ของผิวหนังมากขึ้น และรู้ว่าปัจจัยหลักไม่ได้เกิดจากพันธุกรรมเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีผลจากแสงแดด
นอกจากนี้เรายังสามารถป้องกัน รวมถึงสามารถแก้ไขการเปลี่ยนแปลงที่เกิดไปแล้วได้บ้างบางส่วนอีกด้วย

 

Sunscreen, Retin-A, AHA, BHA คือสิ่งที่เราพอจะหวังผลได้ โดยมีข้อมูลทางการแพทย์ที่สนับสนุน

แน่นอน ถ้าคุณต้องการต่อสู้กับริ้วรอยบนใบหน้า อันดับแรกที่ควรทำคือ การหลีกเลี่ยงแสงแดด เนื่องจากเรารู้กันแล้วว่าแสงแดดเป็นปัจจัยหลัก
ดังนั้นคงไม่มีประโยชน์อะไรถ้าเราทำสารพัดวิธีเพื่อลบริ้วรอยบนใบหน้า แต่ยังคงปล่อยให้ผิวหน้าถูกแสงแดดอยู่เป็นประจำ ควรหลีกเลี่ยงแสงแดด
ในช่วงเวลา 11 โมงเช้า ถึง 3 โมงบ่าย เพราะเป็นช่วงที่มีปริมาณแสงแดดมากที่สุดในแต่ละวัน นอกจากนั้น การใช้ ครีมกันแดด ที่มี SPF15
เป็นอย่างน้อย จะช่วยลดปริมาณแสงอุลตราไวโอเลตต่อผิวหนังได้

 

Retin-A

  • Retin-A หรือ Tretrinoin เป็นยาทาที่สกัดจากวิตามินเอ ทางการแพทย์ใช้เป็นยาทารักษาสิวมานาน ก่อนจะมีการนำมาใช้ในการ
    ชะลอความแก่ของผิวหน้า เนื่องจากมีฤทธิ์ทำให้เซลล์ในชั้น horny layer ลอกหลุดได้ง่ายขึ้น ไม่อุดตันรูขุมขน นอกจากนั้นยังพบว่า
    ช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์ใหม่ของผิวหนังขึ้นมาทดแทนเซลล์เก่า จึงทำให้เซลล์ผิวหนังในชั้นหนังกำพร้าหนาขึ้น ช่วยกระตุ้นการสร้าง
    เนื้อเยื่อคอลลาเจน ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักในชั้นหนังแท้ เป็นตัวที่ทำให้ผิวหน้าตึงดูอ่อนวัย และยังช่วยกระตุ้นให้มีการสร้าง
    หลอดเลือดเล็กๆที่ผิวหนัง ที่ถูกทำลายไปตามกาลเวลาและจากแสงแดด
  • คำว่า Retinoids เป็นคำที่ใช้เรียกยาทั้งหลายที่สกัดจากวิตะมินเอ (Retinol) Retin-A เป็นวิตามินเอที่ถูกเปลี่ยน ให้อยู่ในสภาพที่เป็นกรด
    จะต่างจากสารประกอบในเครื่องสำอางทั้งหลาย ซึ่งมักสกัดจากวิตามินเอโดยตรง (Retinol) หรือวิตามินเอในรูปของ retinyl palmitate,
    retinyl acetate เป็นต้น สารเหล่านี้ไม่ได้มีฤทธิ์ดังกล่าวข้างต้นเทียบเท่ากับ Retin-A
  • Retin-A เป็นยาที่จะต้องจ่ายโดยแพทย์ ไม่สามารถหาซื้อเองตามร้านขายยา
  • Retin-A ช่วยแก้ไขริ้วรอยบนใบหน้าที่เพิ่งเกิดขึ้นยังไม่มากได้ แต่สำหรับรอยย่นที่ลึกหรือผิวหนังที่หย่อนยานมาก ยานี้ไม่สามารถ
    ใช้ได้ผล สิ่งที่พอจะหวังได้ ได้แก่ ริ้วรอยย่นที่ตื้นๆ รอยด่างดำ สีผิวที่ไม่สมํ่าเสมอ สภาพผิวที่หยาบกร้าน จากการถูกแสงแดดมาก

 

 
   
   

 

   หน้าแรก   มารู้จักกัน   ผลิตภัณฑ์ของเรา   กระทู้ต่างๆ    สั่งซื้อและวิธีชำระเงิน
   ผู้ใช้จริง     - เกี่ยวกับเรา     - เวชสำอาง     - เว็บบอร์ดหน้า 1     - ยินดีกับคลีนิก     - สั่งของ
   โปรโมชั่นประจำเดือน     - ใบอนุญาต     - อาหารเสริม     - เว็บบอร์ดหน้า 2     - เคล็ดลับความงาม    - วิธีการชำระเงิน
   ข่าวสารและกิจกรรม     - Youtube     - ผลิตภัณฑ์ทาสิว     - เว็บบอร์ดหน้า 3      - บทความ รู้จักผิว พรรณ      - ตรวจสถานะการส่ง
   คุยกับหมอ      - ผลิตภัณฑ์บำรุงผมและคิ้ว     - เว็บบอร์ดหน้า 4     - บทความ ปัญหาผิวต่างๆ 
        - เว็บบอร์ดหน้า 5     - บทความ ปัญหาผมร่วง