วัตถุดิบธรรมชาตินำเข้าจากต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น สวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส
ดูแลทั้ง สิว ฝ้า กระ เหี่ยวย่น น้ำหนัก
และสุขภาพองค์รวม รวมถึง
ผิวกายคล้ำ
(อยากดูขาว อยากหุ่นดี แบบปลอดภัย)
  

 

  
  

 

 

 

“อยากหน้าสวยเหมือนดารา ใช้เพอร์เฟ็กต้าสิค่ะ”

088-6262-464 , 088-6262-414

เวลาทำการ 09.00-18.00 น.

 
  
 

ผิวธรรมดา (Normal Skin)

เป็นผิวที่สดใสอ่อนนุ่ม เนียนเรียบ ปราศจากริ้วรอย มีความสมดุลของการขับน้ำมัน และความชุ่มชื้น โดยทั่วไปเมื่ออายุมากขึ้น
ความชุ่มชื้นของผิวจะน้อยลงกว่าเดิม ซึ่งมีผลทำให้ผิวแห้งขึ้นได้ ดังนั้นการรักษาผิวให้คงสภาพที่ดีไว้จึงเป็นสิ่งจำเป็น

 

  • การดูแลผิวธรรมดา
    ถึงแม้ว่าผิวธรรมดาจะมีปริมาณน้ำและน้ำมันในระดับที่เหมาะสม แต่ควรรักษาระดับความสมดุลของผิวเช่นนี้ไว้
    โดยการเติมความชุ่มชื้นให้กับผิวทุกวัน เนื่องจากผิวชั้นนอกของคุณจะสูญเสียความสามารถในการควบคุมความชุ่มชื้นมาก
    ขึ้นตามวัย นอกจากนี้ควรใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดทุกวัน เพื่อปกป้องผิวจากการเกิดฝ้า กระ จุดด่างดำ และริ้วรอยก่อนวัย
 
   
 

ผิวมัน (Oily Skin)

เป็นผิวที่ต่อมไขมันใต้ผิวหนังทำงานมากเกินไป ผิวเป็นมันเงา สามารถเห็นรูขุมขนได้อย่างชัดเจน เครื่องสำอางลบเลือนได้ง่าย
ผิวประเภทนี้จะเกิดสิวได้ง่าย

 

  • การดูแลผิวมัน
    ไม่จำเป็นต้องล้างหน้าบ่อย ๆ เพียงล้างหน้าอย่างถูกวิธีวันละ 2-3 ครั้งก็เพียงพอ หลังล้างหน้าเช็ดผิวด้วยโทนเนอร์สำหรับผิวมัน
    เพื่อทำความสะอาดให้ล้ำลึกขึ้น ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ล้างหน้าด้วยน้ำอุ่น จากนั้นใช้สครับขัดผิวหน้าเบา ๆ แล้วล้างออก
    ต่อด้วยครีมมาส์ค สำหรับผิวมัน เพื่อขจัดเซลล์ที่ตายแล้วให้หลุดลอกออกไป รูขุมขนไม่อุดตัน และเป็นการควบคุมความมัน
    อีกวิธีหนึ่งด้วย
  • การบำรุงผิว
    หลังทำความสะอาดผิวหน้าและใช้โทนเนอร์แล้ว ทามอยส์เจอร์ไรเซอร์หรือผลิตภัณฑ์ที่ช่วยควบคุมความมันเพื่อช่วยให้
    เครื่องสำอางติดทนนานยิ่งขึ้น จากนั้นทาผลิตภัณฑ์ปกป้องแสงแดดปิดท้าย กลางคืนใช้เซรั่มที่ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว
    แทนไนท์ครีมชนิดเข้มข้น เพราะซึมซาบสู่ผิวได้ง่ายกว่า ไม่เหนอะหนะหรือทิ้งคราบมันไว้ การดูแลผิวในช่วงระหว่างวัน
    หากรู้สึกว่าหน้าเป็นมันเยิ้ม ให้คอยซับด้วยกระดาษซับมันหรือทิชชู
 
   
 

ผิวแห้ง (Dry Skin)

ผิวชนิดนี้มีรูขุมขนเล็ก และมีแนวโน้มที่จะเกิดสิวได้น้อยมาก แต่มีโอกาสเกิดริ้วรอยได้ง่ายกว่าผิวประเภทอื่น ผิวแห้งเกิดจากการที่ผิว
ขาดความชุ่มชื้น ด้วยสาเหตุเช่น อายุที่มากขึ้น ทำให้ต่อมไขมันทำงานน้อยลง อากาศที่แห้ง การทำงานในห้องแอร์ การอาบน้ำบ่อย ๆ
โดยเฉพาะน้ำอุ่น ดื่มน้ำไม่เพียงพอ และกรรมพันธุ์ การที่ผิวแห้งทำให้การแต่งหน้าก็จะไม่สวย เนื่องจากแป้งและรองพื้นที่ทาจะไปติดตาม
ขุยที่เกิดจากผิวแห้งลอก ทำให้ผิวดูไม่เนียนเรียบ จึงต้องดูแลผิวโดยการเติมความชุ่มชื้น

 

  • การดูแลผิวแห้ง
    การทำความสะอาดผิว ไม่ควรล้างหน้าบ่อย ล้างเฉพาะเช้ากับเย็นเท่านั้นด้วยเคลนเซอร์ที่เหมาะกับผิว เลี่ยงการล้างหน้าด้วยสบู่ก้อน
    หรือโฟมล้างหน้า และอย่าล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นจัด ๆ เพราะจะทำให้หน้ายิ่งแห้งขึ้นไปอีก ควรขัดผิวเบา ๆ สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ด้วยสครับ
    ขัดผิว หรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกรดผลไม้ เพื่อผลัดเซลล์ผิวเก่าให้หลุดออก ส่งผลให้มอยส์เจอไรเซอร์ซึมซาบเข้าสู่ผิวได้ดีขึ้น
    ผลที่ได้ก็คือ ผิวหน้าที่ดูสดใส เปล่งปลั่ง ไม่แห้งกร้าน
  • การบำรุงผิว
    เมื่อล้างหน้าเสร็จแล้วควรลงมอยส์เจอไรเซอร์ทันทีหลังซับหน้าให้แห้ง เพื่อรักษาระดับความชุ่มชื้นของผิว ผิวที่ขาดน้ำควรลง
    มอยส์เจอไรเซอร์ประเภทเติมน้ำให้กับผิว ส่วนผิวที่ขาดน้ำมันควรลงมอยส์เจอไรเซอร์ประเภทเติมน้ำให้กับผิว ในระหว่างวัน
    ถ้าผิวยังคงรู้สึกแห้งควรหมั่นเติม
    มอยส์เจอไรเซอร์บ่อยๆ และเพื่อให้มอยส์เจอไรเซอร์ซึมซาบได้ดีขึ้น
 
   
 

ผิวแพ้ง่าย (Sensitive Skin)

ผิวแพ้ง่าย เป็นผิวที่เกิดการระคายเคืองได้ง่ายและเกิดซ้ำ ๆ เนื่องจากฟิล์มไขมันที่ปกคลุมผิว ถูกทำลายจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นพันธุกรรม
สภาพแวดล้อม หรือแม้แต่การดูแลผิวอย่างผิดวิธี เช่น การเลือกใช้เครื่องสำอางที่ไม่เหมาะสม การล้างหน้าบ่อย ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสม
เกินความจำเป็น การทำการรักษาผิวด้วย  เลเซอร์ ยา หรือสารเคมี อาการแพ้คือ เป็นผื่นแดง แสบคัน หลุดลอกเป็นขุย เปิดโอกาสให้
สารระคายเคืองหรือเชื้อแบคทีเรียผ่านเข้าไป ทำให้เกิดอาการอักเสบ ดังนั้นจึงสามารถเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับผิวหน้าจึงต้องระมัดระวัง
เป็นพิเศษ

 

  • การดูแลผิวแพ้ง่าย
    เหมือนการดูแลผิวแห้ง แต่ต้องระมัดระวังในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ หมั่นสังเกตว่าตนเองแพ้สารอะไรในผลิตภัณฑ์ และหลีกเลี่ยง
    มลภาวะต่าง ๆ ในอากาศ และการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ เช่น ความเครียด ความวิตกกังวลเดกเดเกเดกเ
 
   
  
   
 

ความรู้ด้านผิวหนัง (Knowledge for skincare) Skin Structures

 
 

Skin Structures

ผิวหนัง มีชีวิตและมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยผิวหนังแบ่งได้เป็น 3 ชั้น ชั้นบนสุด เรียกว่า หนังกำพร้า (epidermis)
เป็นชั้นที่เรามองเห็นอยู่ด้านนอกสุด ชั้นกลาง เรียกว่า หนังแท้ (dermis) ชั้นล่างสุดเป็นชั้นใต้ผิวหนัง (subcutaneous tissue)

 
   
 
  • หนังกำพร้า (Epidermis)
    • เซลล์ผิวหนังในชั้นนี้เรียงตัวกันเป็นชั้นๆ เซลล์ใหม่ถูกสร้างจากชั้นล่างสุดจะเคลื่อนตัวขึ้นสู่ชั้นบนเรื่อยๆ ระหว่างที่เคลื่อนตัว
      ขึ้นสู่ชั้นบนสุด จะมีการเปลี่ยนรูปร่างจากเซลล์กลมมีชีวิตในชั้นล่างสุด กลายเป็นเซลล์แบนที่ตายแล้วเรียงอัดกันแน่นใน
      ชั้นบนสุด ที่เราเรียกว่าชั้น horny layer ประกอบด้วยโปรตีนชนิดหนึ่ง เรียก keratin ที่คล้ายคลึงกับที่พบในเขาของสัตว์
      เล็บ และผมของคนเรา การเรียงตัวอัดกันแน่นนี้เองที่ช่วยป้องกันไม่ให้ร่างกายเสียนํ้าทางผิวหนัง และป้องกันไม่ให้
      สารจากภายนอก เช่น แบคทีเรียหรือไวรัส เข้าสู่ร่างกาย เซลล์ชั้น horny layer นี้จะมีการหลุดลอกออกไปเองและถูก
      แทนที่โดยเซลล์ใหม่จากชั้นล่าง ที่เคลื่อนตัวขึ้นมาแทนที่
  • ทําไมคนเราจึงมีสีผิวแตกต่างกัน
    เนื่องจากการทํางานของเซลล์ชนิดหนึ่งในชั้นล่างสุดของ epidermis ชื่อ melanocyte เซลล์นี้จะผลิตเม็ดสี (melanin) ทําให้เกิดเป็น
    สีผิว คนทุกคนมีจํานวนเซลล์นี้เท่าๆกัน ต่างกันที่จํานวนเม็ดสีที่ถูกผลิตขึ้น นั่นคือ ถ้าคุณมีผิวคลํ้ากว่าเพื่อนของคุณ แสดงว่าเซลล์
    melanocyte ของคุณขยันทํางานผลิตเม็ดสีมากกว่าเซลล์ melanocyte ของเพื่อนคุณนั่นเอง แต่ร่างกายไม่ได้ ต้องการเม็ดสี
    เพื่อให้เกิดสีผิว เม็ดสีช่วยป้องกันเซลล์ของร่างกายจาก อันตรายจากแสงอุลตราไวโอเลตจากแสงแดด และยังทําหน้าที่
    ช่วยลดจํานวนอนุมูลอิสระ (free radical) ซึ่งเป็นอันตรายต่อเซลล์ด้วย
  • หนังแท้ (Dermis)
    • หนังแท้ประกอบด้วยโปรตีนหลัก 2 ชนิด คือ เนื้อเยื่อคอลลาเจน (collagen) ประมาณ 95% และเนื้อเยื่ออีลาสติค(elastic) ประมาณ 3% คอลลาเจนช่วยให้ความแข็งแรงแก่ผิวหนัง และช่วยในการซ่อมแซมผิวหนังที่บาดเจ็บ ซึ่งถ้าสร้างในปริมาณมาก
      ก็เกิด เป็นแผลเป็นนั่นเอง ถ้าคุณลองจับผิวหนังของคุณดึงขึ้นมา ความแข็งแรงที่รู้สึกเป็นผลของคอลลาเจน ส่วนความยืดหยุ่น
      สามารถ หดตัวกลับสู่สภาพเดิมหลังจากถูกดึง เป็นผลของอีลาสติก
    • ในชั้นหนังแท้ยังเป็นที่อยู่ของหลอดเลือด เซลล์ประสาทรับความรู้สึก ต่อมไขมัน ต่อมเหงื่อ ผมและขน
    • ต่อมไขมัน (sebaceous gland) ผลิตไขมันชนิดหนึ่ง (sebum) เพื่อหล่อลื่นและเคลือบผิวหนัง คล้ายเป็น moisturizer
      ตาม ธรรมชาติ ต่อมไขมัน มีมากบริเวณใบหน้าแถวหน้าผากและจมูก (T-zone)
    • ต่อมเหงื่อ (sweat gland) ทําหน้าที่ผลิตเหงื่อ ช่วยระบายความร้อน และรักษาสมดุลย์ของเกลือแร่
    • รูขุมขน (pore) เป็นรูเปิดของเส้นผมและขน ในขณะเดียวกันก็เป็นทางออกของ sebum และเหงื่อที่ถูกผลิตขึ้นด้วย
      รูขุมขนเป็นเพียงรูเปิดที่ไม่มีกลัามเนื้อช่วยในการหดตัว หรือขยายตัวดังเช่นในหลอดเลือด ดังนั้นขนาดของรูขุมขน
      จึงค่อนข้างคงที่ และขึ้นกับพันธุกรรมของแต่ละบุคคล
  • ชั้นใต้ผิวหนัง (Subcutaneous tissue)
    • ประกอบด้วยเซลล์ไขมันเป็นหลัก และแน่นอนว่าความหนาขึ้นกับปริมาณไขมันของแต่ละบุคคล ชั้นนี้ทําหน้าที่คล้ายฉนวนกัน
      การความร้อน และเปรียบคล้ายกับกันชนป้องกันอันตรายจากการกระทบกระแทกจากภายนอก
    • Cellulite คือ ไขมันที่มีเนื้อเยื่อคล้ายพังผืดแทรกอยู่ทําให้เกิดการดึงรั้งผิวหนัง เห็นเป็นลอนๆจากภายนอก
      การเกิด Celluliteไม่ขึ้นกับ ปริมาณของไขมันในร่างกาย คนผอมก็มี cellulite ได้
 
   
  
   
 

ความรู้ด้านผิวหนัง (Knowledge for skincare) Sun - Skin - Sunscreen

 

Ultraviolet (UV)
แสงแดดที่ส่องมายังโลกเราประกอบด้วยคลื่นความยาวต่างๆกัน ที่มีผลต่อผิวหนังคือคลื่นความยาวในช่วงของอุลตราไวโอเลต (ultraviolet)
แสงอุลตราไวโอเลตแบ่งเป็น 3 ช่วง คือ UVA,UVB,UVC มีเพียง UVA และ UVB เท่านั้นที่มาถึงพื้นโลก แสงในช่วง UVC ซึ่งมีอันตราย
ต่อนิวเคลียสของเซลล์ จะถูกกรองโดยบรรยากาศชั้น ozone ทำให้ไม่สามารถผ่านลงมาถึงพื้นโลกได้

  • UVA ผ่านผิวหนังได้มากกว่าคือลงไปถึงชั้นหนังแท้ และสามารถผ่านทะลุกระจกได้ เป็นตัวการที่ทำให้เกิด photoaging 
    เป็นผลสะสมของแสงแดดต่อผิวหนังในระยะยาว ทำให้เกิดริ้วรอยย่นบนใบหน้า สีผิวคลํ้าเกิดกระแดด และผิวหนังหยาบกร้านก่อนวัย 
    ปัจจุบันเชื่อว่า UVA เป็นสาเหตุของมะเร็งผิวหนังด้วย
  • UVB เป็นช่วงความยาวคลื่นที่เป็นตัวการของมะเร็งผิวหนัง และทำให้เกิด sunburn หรือการอักเสบของผิวหนังที่เกิดจากการ 
    ถูกแสงแดดมากเกินไป UVBผ่านเข้าไปในผิวหนังได้แค่ชั้นหนังกำพร้า

 
แสงแดดมีประโยชน์ต่อร่างกายในการสร้างวิตามินดี ซึ่งจำเป็นต่อความแข็งแรงของกระดูก แต่แสงแดดในปริมาณมากเกินไป 
เป็นอันตรายต่อผิวหนัง แสงแดดที่มากเกินไปมีผลอะไรต่อผิวหนัง

 
เมื่ออยู่ท่ามกลางแสงแดดนานเกินไป ผิวหนังจะแดงแสบร้อน หรือที่เรียกว่าเกิด sunburn ซึ่งเกิดจากผลของ UVB ต่อผิวหนังในชั้นหนังกำพร้า 
ทำให้เซลล์บวมและมีการเปลี่ยนแปลงของนิวเคลียสของเซลล์ได้ การเปลี่ยนแปลงของโปรตีน ของนิวเคลียส ในระยะยาว อาจนำไปสู่การ
เกิดมะเร็งผิวหนังได้

 
ใบหน้าเรามีการแสดงอารมณ์อยู่ตลอดเวลา กล้ามเนื้อเล็กๆบนใบหน้ามีการหดตัวและคลายตัวเพื่อแสดงสีหน้าเนื้อเยื่ออีลา สติก จะช่วยให้ผิวหน้า
กลับสู่สภาวะปกติ แต่ถ้าการยืดหยุ่นลดลง ก็จะเกิดริ้วรอยขึ้น UVA ที่ผ่านลึกลงไปยังชั้นหนังแท้สามารถ ทำลายเนื้อเยื่อทั้งคอลลาเจน
และอีลาสติก เนื้อเยื่อคอลลาเจนเป็นตัวที่ทำให้ผิวหนังมีความเต่งตึง และเนื้อเยื่ออีลาสติก ช่วยให้ ผิวหนังมีความยืดหยุ่น เมื่อเนื้อเยื่อทั้งสองลดลง
ผิวหน้าจะเกิดริ้วรอยได้ง่ายขึ้นก่อนวัยอันควร

 

Photoaging
แต่ก่อนเราเชื่อกันว่า การแก่ของผิวหน้าเป็นเรื่องที่กำหนดโดยพันธุกรรม เราไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงอะไรได้ แต่ปัจจุบันความเชื่อดังกล่าว
เปลี่ยนไป การแก่ส่วนหนึ่งกำหนดโดยพันธุกรรม แต่ไม่ใช่ทั้งหมด สิ่งแวดล้อมมีผลต่อการแก่ ของเซลล์ผิวหนังด้วย ซึ่งอาจไม่ใช่เรื่องแปลก
ถ้าเราไม่ลืมว่า ผิวหนังเป็นด่านแรกของร่างกายที่ต้องเจอกับสิ่งแวดล้อม ทั้งแสงแดด มลพิษ ความร้อน ความเย็น เนื่องจากผิวหนังมีหน้าที่หลัก
ในการปกป้องร่างกายและอวัยวะภายในจากอันตราย ภายนอก เราเรียกการแก่ที่กำหนดโดยพันธุกรรมว่า intrinsic aging และการแก่ที่เป็น
ผลจากสิ่งแวดล้อมว่าextrinsic aging

 
ปัจจัยหลักที่มีผลมากที่สุดของextrinsic aging คือแสงแดด คุณสามารถดูผลของแสงแดดต่อผิวของคุณได้ โดยเปรียบเทียบผิวหนัง 
บริเวณที่อยู่ในร่มผ้า เช่นหน้าอก แขนด้านในหรือตะโพก กับผิวหนังในบริเวณที่ถูกแสงแดด เช่น ใบหน้า แขนด้านนอก ความแตกต่าง
ที่เห็นเป็นผลจากสิ่งแวดล้อม หรือแสงแดดนั่นเอง ผิวบริเวณในร่มผ้ามีการแก่ตามพันธุกรรมที่กำหนด ซึ่งจะเป็นไปอย่างช้าๆ แต่ผิวบริเวณ
ที่ถูกแสงแดดจะมีการเปลี่ยนแปลงมากกว่าปัจจัยที่ถูกกำหนดโดย พันธุกรรม เราเรียกการแก่ที่เป็นผลจากแสงแดดว่า photoaging intrinsic aging
ได้แก่ ผิวหนังชั้นหนังกำพร้าบางลง จำนวนเส้นผม ต่อมเหงื่อ ต่อมไขมัน ลดลง เนื้อเยื่อคอลลาเจนลดลง ริ้วรอยตื้นๆบนใบหน้า ไม่สามารถแก้ไข
เปลี่ยนแปลงได้

 
extrinsic aging สีผิวไม่สมํ่าเสมอ กระ ฝ้า ผิวหน้าแห้ง หยาบกร้าน หลอดเลือดฝอยขยายตัว หรือเป็นร่างแห ริ้วรอยลึกบนใบหน้า
เนื้อเยื่ออีลาสติกถูกทำลาย เนื้อเยื่อคอลลาเจนลดจำนวนลงอย่างชัดเจน สามารถแก้ไขกลับคืนได้บางส่วน แน่นอนว่าเราไม่สามารถ
หลีกเลี่ยงสิ่งที่กำหนดมากับพันธุกรรมได้ แต่เราสามารถแก้ไขปัจจัยจากสิ่งแวดล้อมได้บ้างบางส่วน แม้จะไม่ได้ทั้งหมด

 

Protect your skin
วิธีที่จะทำให้เราสามารถหลีกเลี่ยงอันตรายจากการอยู่ในแสงแดดมากเกินไป ได้แก่
 

  • หลีกเลี่ยงแสงแดดในช่วงเวลา 10 โมงเช้า ถึง บ่าย 3 โมงเพราะเป็นช่วงเวลาที่ปริมาณแสงแดดจะแรงมากที่สุด
  • ถ้าจำเป็นต้องออกไปอยู่ท่ามกลางแดด ควรใส่หมวกปีกกว้าง และสวมเสื้อแขนยาว พยายามอยู่ในบริเวณที่มีร่มเงา การใส่แว่นตา
    ที่สามารถกรองแสงอุลตราไวโอเลตได้ จะช่วยลดการเกิดต้อกระจก
  • ใช้ครีมกันแดดเป็นประจำในวันที่จำเป็นต้องออกนอกบ้านและต้องอยู่ท่ามกลางแสง แดด แต่แม้ในวันที่มีเมฆมาก แสงอุลตราไวโอเลต
    ก็สามารถทะลุผ่านก้อนเมฆได้ถึง 80% นอกจากนั้น UVA ยังสามารถทะลุผ่านกระจกได้ด้วย การนั่งทำงานใกล้หน้าต่าง แม้จะไม่ได้
    ออกไปภายนอก ก็ยังมีโอกาสได้รับผลของ UVA ซึ่งเป็นตัวการของการแก่ก่อนวัยได้ เวลาไปเที่ยวชายหาด แม้จะอยู่ในร่ม 
    แสงอุลตราไวโอเลตก็สามารถสะท้อนเม็ดทราย ผิวนํ้า มาถึงร่างกายเราได้

 
Sunscreen ในครีมกันแดด ส่วนประกอบในครีมกันแดดมี 2 ชนิด คือ chemical sunscreen และ physical sunblock
 

  • chemical sunscreen ออกฤทธิ์โดยดูดซับแสงอุลตราไวโอเลต ก่อนที่แสงจะเข้าไปสู่ผิวหนัง ได้แก่ PABA, Benzophenones, 
    Salicylates, Cinnamates,Parsol 1789
  • chemical sunscreen บางตัวกันได้แต่ UVB เช่น PABA,Cinnamates แต่บางตัวกัน UVA ได้ด้วย เช่น Parsol 1789 Benzophenones 
    สาร PABA เป็นสารประกอบในครีมกันแดดที่ใช้ในระยะแรกๆ ระยะหลังพบว่ามีการแพ้ได้บ่อย
  • physical sunblock ออกฤทธิ์โดยสะท้อนแสงอุลตราไวโอเลตออกไป ได้แก่ titanium dioxide, zinc oxid
  • physical sunblock จะกันได้ดีทั้ง UVAและ UVB ครีมกันแดดประเภทนี้ ไม่ถูกดูดซึมเข้าสู่ผิวหนัง ดังนั้นจึงไม่ทำให้เกิดการแพ้ SPF

SPF (Sun Protection Factor) เป็นตัวเลขที่บอกว่าเราจะสามารถอยู่ท่ามกลางแสงแดดโดยไม่เกิด sunburn ได้นานขึ้นกี่เท่า เมื่อเทียบกับ
ไม่ใช้ครีมกันแดด ตัวอย่าง เช่น สมมุติว่าถ้าในเวลาปกติคุณจะเกิด sunburn ถ้าออกไปอยู่กลางแดดจัด เป็นเวลาประมาณ 15 นาที 
เมื่อใช้ครีมกันแดดที่มี SPF15 คุณจะสามารถอยู่ได้นานขึ้น 15 เท่าโดยไม่มีอาการ ซึ่งก็เท่ากับ 225 นาที หรือ 3 ชั่วโมง 45 นาที
ครีมกันแดดที่มี SPF15 จะกันแสงUVB ได้ประมาณ 93% SPF30 จะกันได้ประมาณ 97% และSPF2 จะกันได้ประมาณ 50%
SPF บอกแต่ปริมาณ UVB ไม่ได้บอกถึง UVA เนื่องจากใช้ sunburn ซึ่งเป็นผลจาก UVB เป็นตัววัด ในขณะนี้ยังไม่มีตัวเลข 
ที่บอกถึงการกัน UVA

 
   
  
   
 ความรู้ด้านผิวหนัง (Knowledge for skincare) Acne 
   
 

Acne

สิว เกิดจากจากความผิดปกติบริเวณต่อมไขมัน (sebaceous gland) โดยปกติ ต่อมไขมันจะผลิตไขมันชนิดหนึ่ง เรียกsebum ทำหน้าที่
เคลือบผิวหนังรักษาความชุ่มชื้น คล้ายเป็น moisturizer ตามธรรมชาติ sebum ที่ถูกสร้างขึ้นจากต่อมไขมัน จะออกสู่ชั้นผิวได้โดยผ่านออก
ทางรูขุมขน แต่บางครั้งsebum ผสมกับเซลล์ผิวหนังที่ลอกหลุดออกมาอยู่ตามทางผ่าน เกิดการอุดตันของรูขุมขนขึ้น เกิดเป็น comedone 
แบคทีเรียชนิดหนึ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติบริเวณรูขุมขน คือ Propionibacterium acne (P.acne) จะเปลี่ยนไขมันเป็น Free fatty acid 
ซึ่งเป็นอันตรายต่อเซลล์ผิวหนัง ทำให้ร่างกายส่งเม็ดเลือดขาว มายังบริเวณดังกล่าว เกิดการอักเสบแดงร้อน (papule) และเป็นหนองขึ้น 
(pustule) บางครั้งการอุดตันและการอักเสบ เกิดขึ้นในชั้นลึกลงไป ทำให้เกิดเป็น cyst

 

สิว มักพบมากในวัยรุ่น เนื่องจากการทำงานของต่อมไขมันไวต่อการกระตุ้นของฮอร์โมนเพศชายแอนโดรเจน (androgen) แอนโดรเจนเป็น
ฮอร์โมนที่มีอยู่ในทั้งสองเพศ แต่ในปริมาณที่แตกต่างกัน ฮอร์โมนนี้จะมีปริมาณมากในช่วงวัยรุ่น ดังนั้นต่อมไขมันซึ่งจะไม่ค่อยทำงานมาก
ในช่วงวัยเด็ก เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น ต่อมไขมันจะมีขนาดโตขึ้น และผลิตไขมันเพิ่มมากขึ้นด้วย

 

ทำไมอายุเลยวัยรุ่นแล้วยังคงมีสิวอยู่อีก สิวพบได้ในหลายช่วงอายุ ตั้งแต่วัยรุ่นจนถึงอายุประมาณ 50 ปี บางคนไม่มีสิวในช่วงวัยรุ่น 
แต่เริ่มมีเมื่ออายุเข้าสู่วัย 30 ปีไปแล้วก็มี ดังนั้นการที่จะรอให้สิวหายไปเองนั้น อาจต้องรอนานหลายปีในบางคน และในบางคนการรักษา
ที่ไม่ถูกต้องอาจทำให้มีรอยแผลเป็นฝากไว้ก่อนที่สิวจะหาย ไปเองตามธรรมชาติ

 

ปัจจัยที่พบว่ามีผลให้เกิดสิวหลังช่วงวัยรุ่น (Adult acne)

 

  1. ยาคุมกำเนิดที่มีระดับของฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนสูง
  2. ความเครียด
  3. วัยหมดระดู
  4. ความผิดปกติของระบบต่อมไร้ท่อ เช่น ซีสต์รังไข่
  5. ยาบางชนิด เช่นยาสเตียรอยด์ ยารักษาโรคทางจิตเวชบางตัว
  6. เครื่องสำอาง
  7. การสัมผัสนํ้ามันบางอย่างเช่น นํ้ามันใส่ผม
  8. พันธุกรรม

 

ความเชื่อบางอย่างเกี่ยวกับสิว

 

  • สิวเกิดจากความสกปรก
    ความสกปรกไม่ได้เป็นสาเหตุของการเกิดสิว เวลาเราเห็นสิวหัวดำ (black comedone) สีดำที่เห็นเป็นไขมันที่ผสม กับเซลล์ผิวหนัง
    ที่หลุดลอก และถูกออกซิไดซ์เวลาถูกอากาศ ไม่ใช่เกิดจากสิ่งสกปรก ดังนั้นการล้างหน้าหลายๆครั้ง หรือการพยายามขัดถูหน้า
    ไม่ได้ช่วยให้สิวลดลง ตรงกันข้ามกลับจะทำให้สิวกำเริบมากขึ้น
  • Chocolate ทำให้เกิดสิว
    ยังไม่มีการศึกษาที่แน่ชัดว่า อาหารที่รับประทานจะมีผลต่อการเกิดสิว เช่น ช็อกโกเลต นํ้าอัดลม อาหารมันๆ แต่อย่างไรก็ตาม 
    ในแง่ของสุขภาพทั่วไปก็ไม่ควรรับประทานอาหารดังกล่าวมากเกินไป

 

ข้อปฏิบิติทั่วไป เมื่อเกิดสิว

  1. ล้างหน้าด้วยสบู่อ่อน วันละ 1-2 ครั้ง อย่าขัดถูหน้าแรงๆ จะทำให้เกิดการอักเสบมากขึ้น การล้างหน้าบ่อยไม่ได้ช่วยให้สิวหายเร็วขึ้น
    เพราะสิวไม่ได้เกิดจากความสกปรก
  2. หลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัสใบหน้าโดยไม่จำเป็น อย่าบีบ หรือ แกะสิว อย่าใช้มือที่ไม่สะอาดไปถูกต้องบริเวณใบหน้า สระผมให้สะอาด 
    ถ้าเส้นผมมัน คุณมีโอกาสเกิดสิวบริเวณไรผมได้ง่าย
  3. ถ้าคุณใช้เครื่องสำอาง เลือกใช้ชนิดที่ไม่ก่อให้เกิดการอุดตันของรูขุมขน (non-comedogenic) 
  4. หลีกเลี่ยงความเครียด

 

ยาทา

  1. Benzoyl peroxide ยานี้ช่วยลดจำนวนเชื้อแบคทีเรีย ใช้ได้ดีในสิวที่ตื้นๆ แต่มีผลข้างเคียงทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนัง 
    ทำให้ผิวแห้งและลอกได้ ยานี้มีหลายความเข้มข้น ควรเลือกใช้ความเข้มข้นที่ตํ่าๆ ก่อน เช่น ในรูปครีม 2.5% และทาเฉพาะ
    บริเวณที่เป็นสิว วันละ 1-2 ครั้ง
  2. สารจำพวก AHA, BHA ช่วยลดการอุดตันของรูขุมขนได้ (comedolytic) 
  3. Retin-A มีฤทธิ์ช่วยละลายหัวสิวที่อุดตันรูขุมขน ควรใช้ตามคำแนะนำของแพทย์ เนื่องจากมีผลข้างเคียง ทำให้ผิวแดงร้อน และลอกได้
  4. ยาปฏิชีวนะชนิดทา ที่ใช้บ่อยได้แก่ clindamycin,erythromycin ใช้แต้มเฉพาะบริเวณที่เป็นสิว ช่วยลดการอักเสบ
  5. Azelaic acid ช่วยลดการอักเสบของสิวในรายที่เป็นไม่มาก มีผลข้างเคียงน้อย

 

ยารับประทาน

แพทย์ มักให้ยารับประทานในการรักษาสิวที่เป็นมากขึ้น ข้อควรคำนึงคือ การใช้ยารับประทานต้องใช้เวลานานพอสมควรในการที่ จะได้ผลเต็มที่ 
โดยทั่วไป ประมาณ 6-8 สัปดาห์ และระยะเวลาที่รับประทานยาก็ค่อนข้างนานหลายเดือน ยาทุกตัวมีผลข้างเคียง ดังนั้นการใช้ยารับประทาน
ต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์

 

ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทาน มีหลายตัวเช่น tetracyclin, minocyclin, doxycyclin, erythromycin

ยาในกลุ่มฮอร์โมน เช่น ยาคุมกำเนิดที่มีฤทธิ์ต้านฮอร์โมนแอนโดรเจน

 

Isotretinoin (Roaccutane) เป็นยาในกลุ่มวิตามินเอ มีฤทธิ์ลดการทำงานของต่อมไขมันได้ถึง 90% นอกจากนั้นยังลดการอุดตัน ของรูขุมขน
โดยทำให้เซลล์ผิวหนังที่บุรูขุมขนลอกหลุดได้ดีขึ้น ยานี้มีผลข้างเคียงมาก แพทย์จึงมักใช้กับสิวที่รุนแรง เช่นเป็นcyst หรือสิวที่ใช้การรักษาวิธีอื่น
แล้วไม่ได้ผล ผลข้างเคียงที่ควรรู้คือ จะมีการแห้งของผิวหนังและเยื่อบุทั้งหลาย โดยเฉพาะเยื่อบุตา คนที่ใส่ contact lens อาจต้องปรึกษา
จักษุแพทย์ถ้ามีอาการตาแห้งมาก นอกจากนั้นอาจมีความผิดปกติของระดับเอนไซม์ตับ ระดับไขมันในเลือด ซึ่งแพทย์อาจต้องตรวจเลือด
เป็นบางครั้ง และที่ควรระวังมากที่สุดคือ ยานี้ทำให้เกิดความผิดปกติ แก่ทารกในครรภ์ได้ ระหว่างที่ใช้ยานี้ควรมีการคุมกำเนิดที่มั่นใจได้ว่า
จะไม่มีการตั้งครรภ์ เกิดขึ้น ทั้งนี้ต้องรวมถึงหลังจากหยุดยา ไปแล้วเป็นเวลาอย่างน้อย 1 เดือนด้วย เนื่องจากยายังคงอยู่ในร่างกายได้
อีกประมาณ 1 เดือนหลังจากหยุดยา แพทย์จะไม่จ่ายยา นี้ให้แก่ผู้ป่วยที่ไม่เข้าใจถึงผลข้างเคียง หรือไม่แน่ใจในการคุมกำเนิด

 

แผลเป็นจากสิวจะรักษา ได้หลายวิธีเพื่อแก้ไขรอยแผลเป็นให้ดีขึ้น เช่น การฉีดคอลลาเจน การใช้เลเซอร์ การลอกหน้าโดย ใช้สารเคมี เป็นต้น 
ปรึกษาแพทย์ผิวหนังถึงวิธีที่เหมาะสม

 
   
   
   
 ความรู้ด้านผิวหนัง (Knowledge for skincare) Melasma 
   
 

Melasma

ฝ้า เป็นปื้นสีนํ้าตาล อยู่บนใบหน้า บริเวณแก้ม เหนือริมฝีปาก จมูก และคาง การเกิดฝ้าขึ้นกับปริมาณฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกาย 
จึงมักพบว่ามักเกิดฝ้าขึ้นระหว่างการตั้งครรภ์ หรือหลังรับประทานยาคุมกำเนิด ฝ้ามักเป็นมากขึ้น หรือสีคลํ้าขึ้น เมื่อใบหน้าถูกแสงแดด 
หลังการคลอดบุตร หรือหยุดยาคุมกำเนิด ฝ้าอาจจางลงได้บ้าง

 

การรักษา

  1. หลีกเลี่ยงแสงแดด และใช้ครีมกันแดดที่มี SPF 15 เป็นอย่างน้อย เป็นประจำทุกวัน
  2. ปรึกษาแพทย์ มีการรักษาหลายวิธี ซึ่งผลการรักษาขึ้นกับชนิดของฝ้าด้วยว่าเป็นชนิดตื้น หรือชนิดลึก วิธีรักษาได้แก่ ใช้ยาทาในกลุ่ม 
    Hydroquinone หรือ Retin-A อาจใช้อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งสองอย่างร่วมกัน การใช้ยาทามีผลข้างเคียงได้ ทั้งจากการใช้ระยะสั้น
    และในระยะยาว เช่นหากใช้ยา Hydroquinone ในระยะยาว อาจทำให้เกิดสีผิวคลํ้าขึ้นได้ ส่วนยา Retin-A ไม่ควรใช้ในระหว่าง 
    การตั้งครรภ์ การใช้ยาทารักษาฝ้าจึงควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ ไม่ควรซื้อยามาใช้เอง นอกจากนี้ในปัจจุบันยังมียาอีกหลายตัว 
    ที่นำมารักษาได้ ขึ้นกับฝ้าในผู้ป่วยแต่ละราย
 
   
  
   
 ความรู้ด้านผิวหนัง (Knowledge for skincare) Anti-aging Treatment 
   
 

Anti-aging Treatment

ในปัจจุบัน เมื่อมีความเข้าใจเกี่ยวกับการแก่ของผิวหนังมากขึ้น และรู้ว่าปัจจัยหลักไม่ได้เกิดจากพันธุกรรมเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีผลจากแสงแดด 
นอกจากนี้เรายังสามารถป้องกัน รวมถึงสามารถแก้ไขการเปลี่ยนแปลงที่เกิดไปแล้วได้บ้างบางส่วนอีกด้วย

 

Sunscreen, Retin-A, AHA, BHA คือสิ่งที่เราพอจะหวังผลได้ โดยมีข้อมูลทางการแพทย์ที่สนับสนุน

แน่นอน ถ้าคุณต้องการต่อสู้กับริ้วรอยบนใบหน้า อันดับแรกที่ควรทำคือ การหลีกเลี่ยงแสงแดด เนื่องจากเรารู้กันแล้วว่าแสงแดดเป็นปัจจัยหลัก 
ดังนั้นคงไม่มีประโยชน์อะไรถ้าเราทำสารพัดวิธีเพื่อลบริ้วรอยบนใบหน้า แต่ยังคงปล่อยให้ผิวหน้าถูกแสงแดดอยู่เป็นประจำ ควรหลีกเลี่ยงแสงแดด
ในช่วงเวลา 11 โมงเช้า ถึง 3 โมงบ่าย เพราะเป็นช่วงที่มีปริมาณแสงแดดมากที่สุดในแต่ละวัน นอกจากนั้น การใช้ ครีมกันแดด ที่มี SPF15 
เป็นอย่างน้อย จะช่วยลดปริมาณแสงอุลตราไวโอเลตต่อผิวหนังได้

 

Retin-A

  • Retin-A หรือ Tretrinoin เป็นยาทาที่สกัดจากวิตามินเอ ทางการแพทย์ใช้เป็นยาทารักษาสิวมานาน ก่อนจะมีการนำมาใช้ในการ 
    ชะลอความแก่ของผิวหน้า เนื่องจากมีฤทธิ์ทำให้เซลล์ในชั้น horny layer ลอกหลุดได้ง่ายขึ้น ไม่อุดตันรูขุมขน นอกจากนั้นยังพบว่า
    ช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์ใหม่ของผิวหนังขึ้นมาทดแทนเซลล์เก่า จึงทำให้เซลล์ผิวหนังในชั้นหนังกำพร้าหนาขึ้น ช่วยกระตุ้นการสร้าง
    เนื้อเยื่อคอลลาเจน ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักในชั้นหนังแท้ เป็นตัวที่ทำให้ผิวหน้าตึงดูอ่อนวัย และยังช่วยกระตุ้นให้มีการสร้าง
    หลอดเลือดเล็กๆที่ผิวหนัง ที่ถูกทำลายไปตามกาลเวลาและจากแสงแดด 
  • คำว่า Retinoids เป็นคำที่ใช้เรียกยาทั้งหลายที่สกัดจากวิตะมินเอ (Retinol) Retin-A เป็นวิตามินเอที่ถูกเปลี่ยน ให้อยู่ในสภาพที่เป็นกรด 
    จะต่างจากสารประกอบในเครื่องสำอางทั้งหลาย ซึ่งมักสกัดจากวิตามินเอโดยตรง (Retinol) หรือวิตามินเอในรูปของ retinyl palmitate,
    retinyl acetate เป็นต้น สารเหล่านี้ไม่ได้มีฤทธิ์ดังกล่าวข้างต้นเทียบเท่ากับ Retin-A
  • Retin-A เป็นยาที่จะต้องจ่ายโดยแพทย์ ไม่สามารถหาซื้อเองตามร้านขายยา 
  • Retin-A ช่วยแก้ไขริ้วรอยบนใบหน้าที่เพิ่งเกิดขึ้นยังไม่มากได้ แต่สำหรับรอยย่นที่ลึกหรือผิวหนังที่หย่อนยานมาก ยานี้ไม่สามารถ
    ใช้ได้ผล สิ่งที่พอจะหวังได้ ได้แก่ ริ้วรอยย่นที่ตื้นๆ รอยด่างดำ สีผิวที่ไม่สมํ่าเสมอ สภาพผิวที่หยาบกร้าน จากการถูกแสงแดดมาก
 
   
  
   
 ความรู้ด้านผิวหนัง (Knowledge for skincare) Hair Loss 
   
 

ความจริงเกี่ยวกับเส้นผม

  • เส้นผมคนเรามีทั้งหมดประมาณ 100,000 เส้น เส้นผมแต่ละเส้นจะมีวงจรชีวิตเป็น 3 ระยะ คือระยะ growing phrase, resting phrase 
    และ falling phrase เริ่มจากระยะที่หนึ่ง (growing phrase) เป็นระยะที่เส้นผมงอกยาวขึ้น กินเวลาประมาณ 2-5 ปี จากนั้นจะเข้าสู่
    ระยะที่สอง (resting phrase) ซึ่งเป็นระยะพัก เพียงเวลาสั้น ๆ ประมาณ 3 สัปดาห์ และระยะที่สาม (falling phrase) เป็นระยะที่ผม
    เริ่มหลุดล่วง เนื่องจากถูกทดแทนด้วยเส้นผมใหม่ที่เกิดขึ้นข้างใต้ ดันให้เส้นผมเดิมหลุดพ้นหนังศีรษะออกมา ระยะนี้กินเวลาประมาณ 
    2-6 เดือน
  • โดยประมาณ 90% ของผมทั้งศีรษะอยู่ในระยะ growing phrase ในแต่ละวันจะมีเส้นผมที่หลุดล่วงจากหนังศีรษะประมาณ 50-100 เส้น 
    ซึ่งถือว่าเป็นปกติ
  • เส้นผมคนเรางอกยาวออกด้วยอัตราประมาณ 0.3 มิลลิเมตร ต่อวัน หรือประมาณเดือนละ 1-2 เซนติเมตร
  • ความยาวของเส้นผมในแต่ละคน ขึ้นกับระยะเวลาของวงจรชีวิตเส้นผมในระยะ growing phrase ซึ่งขึ้นกับพันธุกรรมของแต่ละบุคคล 
    ในคนที่มีระยะนี้ยาวนาน อาจมีเส้นผมยาวถึงเอวได้ แต่เมื่ออายุมากขึ้นระยะ growing phrase จะสั้นลง
 
 

เมื่อไรจึงจะถือว่ามีผมร่วงที่ผิดปกติ

ดังที่กล่าวแล้วว่า แต่ละวันจะมีเส้นผมหลุดล่วงประมาณ 50-100 เส้นในภาวะปกติ แต่ถ้าคุณพบว่าเส้นผมร่วงมากเกินกว่า 100 เส้น ในแต่ละวัน 
เป็นเวลานานกว่า 1 สัปดาห์ คุณอาจมีผมร่วงที่ผิดปกติ นอกจากปริมาณเส้นผมแล้ว ในบางคนอาจมีลักษณะของเส้นผม ที่หลุดออกมาผิดปกติ
เช่น หักตรงกลางเส้นผม เส้นผมบิดงอมาก เป็นต้น ในบางคนอาจมีผมร่วงเป็นหย่อมๆ หรือมีการร่วงของขน ในบริเวณอื่นของร่างกายร่วมด้วย 
เช่น ขนคิ้ว หนวด เป็นต้น

 

สาเหตุของผมร่วงผิดปกติ

สาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่

  • androgenetic alopecia เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด ในทั้งสองเพศ เกิดจากสองปัจจัยร่วมกัน คือ ภาวะทางพันธุกรรม และฮอร์โมนเพศชาย
    testosterone เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น ในเพศชายอาจเริ่มตั้งแต่อายุเลย 20 ปีขึ้นไป จะมีเส้นผมขนาดเล็กลงๆ ในเพศชายมักมีผมบาง 
    บริเวณชายผมด้านหน้า หรือกลางกระหม่อม แต่ในสาวๆจะบางทั่วๆทั้งศีรษะ 
  • alopecia areata ผมจะร่วงเป็นหย่อมๆ มักเป็นรูปกลมหรือรี สาเหตุยังไม่ทราบแน่ ในปัจจุบันเชื่อว่าเกิดจากภูมิคุ้มกันผิดปกติ 
    เฉพาะที่เซลล์รากผม โดยที่สุขภาพอื่นๆของร่างกายปกติดี ผมอาจร่วงหย่อมเดียวหรือหลายหย่อมก็ได้ ในรายที่เป็นมาก อาจมีผมร่วง
    ได้ทั้งศีรษะ หรือมีผมร่วงบริเวณอื่นของร่างกายร่วมด้วย บางทีหายเองได้ภายใน 1 ปี และบางทีก็กลับมาเป็นใหม่ได้อีก การรักษาโรคนี้
    มีหลายวิธี เช่นฉีดยาในกลุ่มสเตียรอยด์ที่บริเวณผมร่วงทุก 3-4 สัปดาห์ อาจใช้ยาทาในกลุ่มสเตียรอยด์ หรือยาทา minoxidil เป็นต้น
  • telogen effluvium ผมร่วงเกิดภายหลังจากมีภาวะเครียดที่รุนแรงต่อร่างกาย หรือจิตใจ เช่น การเจ็บป่วย ไข้สูง การผ่าตัด หลังคลอดบุตร 
    เป็นต้น มักเกิดผมร่วงหลังเหตุการณ์ดังกล่าวประมาณ 2-3 เดือน เมื่อพ้นสภาวะความเครียดดังกล่าว เส้นผมจะงอกใหม่เป็นปกติใน 6 เดือน 
    ถึง 1 ปี

นอกจากนี้ สาเหตุของผมร่วงยังมีอีกมาก เช่น โรคทางกายบางอย่างมีผมร่วงร่วมด้วยได้ เช่น ความผิดปกติของต่อมธัยรอยด์ SLE การขาดอาหาร
จำพวกโปรตีนหรือธาตุเหล็ก การติดเชื้อซิฟิลิส เป็นต้น

การทำทรงผมบางอย่างที่มีการดึงรั้งของเส้นผมมากเกินไป เช่น มัดผมแน่นๆ ก็ทำให้ผมร่วงได้ และถ้านานเกินไปจะเกิด ผมร่วงถาวรได้ 
ในเด็กอาจมีการติดเชื้อราที่หนังศีรษะ ทำให้มีผมร่วงเป็นหย่อมตรงบริเวณที่ติดเชื้อ ยาบางตัว เช่น ยารักษาโรคมะเร็ง มีผลข้างเคียง
ให้ผมร่วงได้เช่นกัน

 

ทำอย่างไรถ้ามีผมร่วงผิดปกติ

ถ้าคุณคิดว่ามีผมร่วงผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์ แพทย์จะช่วยบอกคุณได้ว่า ผมร่วงนั้นผิดปกติจริงหรือไม่ และช่วยหาสาเหต ุของความผิดปกติ
ของผมร่วง ตรวจดูสุขภาพทั่วไปว่ามีการเจ็บป่วยอย่างอื่นร่วมด้วยหรือไม่ รวมทั้งหาวิธีรักษาที่เหมาะสม ในแต่ละบุคคล เนื่องจากผมร่วง
มีหลายสาเหตุ และต้องการการรักษาที่แตกต่างกันออกไป หลีกเลี่ยงการดึงรั้งเส้นผม ดัดผม หรือหวีผมแรง ๆ ควรตัดผมสั้นและใช้หวีซี่ห่างๆ

 

การรักษาผมร่วงจากพันธุกรรมและฮอร์โมน (androgenetic alopecia)

การใช้ยา

ปัจจุบันมียาเพียง 2 ชนิดที่เป็นที่ยอมรับว่าได้ผลในการรักษาผมร่วงชนิดนี้

  • Minoxidil มียาทาขนาด 2-5% มีฤทธิ์กระตุ้นการเติบโตของเส้นผม จึงใช้ได้กับผมร่วงหลายสาเหตุด้วยกัน ยานี้ได้ผลประมาณ 10 -40% 
    ของผู้ป่วย โดยทั่วไปผู้ชายจะได้ผลน้อยกว่า บางคนอาจมีอาการระคายเคืองจากยา เช่น มีแสบ คัน แดง บริเวณที่ทายา ยานี้ต้องใช้
    ไปตลอด ถ้าหยุดยา ผมจะกลับมาร่วงอีกเหมือนตอนก่อนใช้ยา 
  • finasteride (Propecia) ใช้ในเพศชายเท่านั้น เป็นยารับประทาน พบว่าหลังจากรับประทานยาเป็นเวลา 2 ปี ประมาณ 80%
    จะเห็นผมร่วงลดลง และประมาณ 60% มีผมงอกใหม่เพิ่มขึ้น ยานี้มีผลข้างเคียง ทำให้ความรู้สึกทางเพศลดลง และมีผลรบกวน
    การตรวจการทำงานของต่อมลูกหมาก โดยทำให้ค่า PSA (prostate specific antigen) ลดลง ถ้าต้องได้รับการตรวจเลือดดูระดับ
    PSA ต้องบอกให้แพทย์ทราบ เพื่อการแปรผลที่ถูกต้อง เมื่อหยุดยาจะกลับมาผมร่วงอีก ยานี้ต้องจ่ายโดยแพทย์เท่านั้น

 

วิธีอื่นๆ เช่น การปลูกผม ใช้วิก ในปัจจุบันการปลูกผมได้ผลใกล้เคียงผมที่ขึ้นตามธรรมชาติมากขึ้น การปลูกผมอาจต้องทำหลายครั้ง 
และเสียค่าใช้จ่ายสูง แต่เป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้มีผมถาวร

 
   

 

   หน้าแรก   มารู้จักกัน   ผลิตภัณฑ์ของเรา   กระทู้ต่างๆ    สั่งซื้อและวิธีชำระเงิน
   ผู้ใช้จริง     - เกี่ยวกับเรา     - เวชสำอาง     - เว็บบอร์ดหน้า 1     - ยินดีกับคลีนิก     - สั่งของ
   โปรโมชั่นประจำเดือน     - ใบอนุญาต     - อาหารเสริม     - เว็บบอร์ดหน้า 2     - เคล็ดลับความงาม    - วิธีการชำระเงิน
   ข่าวสารและกิจกรรม     - Youtube     - ผลิตภัณฑ์ทาสิว     - เว็บบอร์ดหน้า 3      - บทความ รู้จักผิว พรรณ      - ตรวจสถานะการส่ง
   คุยกับหมอ      - ผลิตภัณฑ์บำรุงผมและคิ้ว     - เว็บบอร์ดหน้า 4     - บทความ ปัญหาผิวต่างๆ 
        - เว็บบอร์ดหน้า 5     - บทความ ปัญหาผมร่วง